เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เสาหลักการยกระดับทุนมนุษย์ ในประเด็น “การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้” ณ ห้องประชุม 521 สศช. โดยมี นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม และ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตีคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการยกระดับทุนมนุษย์ ร่วมเป็นประธานการประชุม โดยมีผู้บริหารจาก 22 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ผศ.ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา เลขาธิการสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย นางสาวจารุนันท์ แก้วทองนาค รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นายถาวร ชลัษเฐียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการเรียนรู้
นางสาววรวรรณฯ ได้นำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และสาระสำคัญภายใต้เสาหลักการยกระดับทุนมนุษย์ พร้อมทั้งสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ทั้งในส่วนของคุณภาพการศึกษาที่อยู่ในระดับวิกฤต จากผลการจัดอันดับดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็น และผลคะแนน PISA โดยมีช่องว่างที่สำคัญ คือ ขาดการกระตุ้นพัฒนาทักษะพื้นฐาน ทักษะทางอารมณ์และสังคม ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยและประถมศึกษา ระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและครู ยังไม่สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ การปรับบทบาทมหาวิทยาลัยสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ซึ่งต้องพัฒนาองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ที่ซับซ้อนของประเทศหรือชุมชน โดยยังคงเผชิญความท้าทาย อาทิ โครงสร้างการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยยังคงเป็นลักษณะรายคณะ อำนาจในการบริหารของมหาวิทยาลัย การขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยน ข้อจำกัดด้านเงินทุน และขาดการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบ การปรับระบบการบริหารจัดการศึกษา การจัดการศึกษายังคงเผชิญกับข้อท้าทายสำคัญ อาทิ การกำกับดูแลและการกระจายอำนาจ การขาดความคล่องตัวในการบริหารจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับพื้นที่ การบริหารจัดการข้อมูลการศึกษาที่ขาดความเชื่อมโยง การสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น ซึ่งปัจจุบันยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขาดระบบสะสมทักษะ (Skill Portfolio) ที่เป็นเอกภาพ แหล่งเรียนรู้นอกชั้นเรียนยังมีการเข้าถึงอย่างจำกัด ขาดกลไกการรับรองหลักสูตร/การฝึกอบรมโดยขาดมาตรการจูงใจในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสม
นางสาววรวรรณฯ เน้นย้ำว่า การประชุมในวันนี้จะเป็นการระดมความเห็นเพื่อพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็น “คานงัดที่ส่งผลกระทบสูง” พร้อมกับการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนในระยะ 5 ปี โดยผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ แนวทาง และตัวชี้วัด ในเรื่องการปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ดังนี้
เสริมทักษะพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ควรลงทุนในเด็กปฐมวัย อาทิ การพัฒนาคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก การพัฒนาหลักสูตร EF และควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบุคลากรจำเป็นต้องมีความสามารถและทักษะอย่างเหมาะสม โดยควรพัฒนาหลักสูตรแกนกลางให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องครอบคลุมมิติทักษะชีวิต ซึ่งเป็นทักษะที่เป็นรากฐานให้ผู้เรียนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ส่งเสริมทักษะทางด้านวิชาการที่จำเป็น อาทิ ทักษะทางด้าน AI ทักษะทางด้านการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล ทักษะทางด้าน STEM ทักษะทางด้านภาษา และทักษะทางด้านอารมณ์และสังคม รวมทั้งต้องพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะจิตวิทยาเชิงบวก และทักษะอารมณ์และสังคม และผู้บริหารควรต้องมีความรับผิดรับชอบ (accountability) กับผลการเรียนของผู้เรียน ผ่านการกำหนดให้เป็นสมรรถนะที่สำคัญในการประเมินครูและบุคลากรทางการศึกษา ตัวชี้วัด อาทิ ควรพิจารณาใช้ตัวชี้วัดขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ในมิติด้านการศึกษา
ปรับบทบาทมหาวิทยาลัยสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และคุณค่าทางเศรษฐกิจ การพัฒนาหลักสูตรข้ามศาสตร์ ควรยึดตามอุปสงค์ของตลาดแรงงาน (Demand-driven) และสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายอนาคต อาทิ การแพทย์และสุขภาพองค์รวม (Wellness & Health) และอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ควรส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตร Micro credential ที่เน้นการเรียนระยะสั้นในการพัฒนาทักษะเพื่อนำไปใช้ได้จริง รวมทั้งสร้างระบบนิเวศอุดมศึกษาที่เอื้อให้เกิดการเรียนข้ามศาสตร์ อาทิ ปรับระบบจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณให้ยืดหยุ่น ไม่ผูกติดกับรายคณะหรือรายหลักสูตรแบบเดิม ปรับเกณฑ์การให้ตำแหน่งวิชาการและการประเมินผลงานอาจารย์ เชื่อมโยงข้อมูลความต้องการกำลังคนระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และสภาอุตสาหกรรมให้ชัดเจน ตัวชี้วัด อาทิ ร้อยละของบัณฑิตที่จบแล้วสามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือสร้างธุรกิจ/อาชีพของตนเองได้จริง และจำนวนลิขสิทธิ์หรือผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่ถูกนำไปต่อยอดใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม
ปรับระบบการบริหารจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ควรพิจารณาแนวทางในการถ่ายโอนการศึกษาระดับปฐมวัยไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงคุณภาพและการใช้ทรัพยากรร่วมกันกับหน่วยงานที่ดำเนินการจัดการศึกษาเดิม ควรเปลี่ยนการจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมจากตามความสมัครใจ เป็นการกำหนดพื้นที่นวัตกรรมตามพื้นที่ อาทิ ทุกโรงเรียนในตำบล/อำเภอ/จังหวัด เป็นพื้นที่นวัตกรรมทั้งหมด เพื่อให้นโยบายของทั้งพื้นที่มีความชัดเจน เป็นเอกภาพ และไม่เป็นภาระของครูในเขตพื้นที่การศึกษา ที่ต้องทำงานทั้งตอบโจทย์ทั้งหลักสูตรปกติ และหลักสูตรในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ควรพัฒนาหลักสูตรใหม่ และปรับปรุงทุก 5 ปี ให้สอดคล้องกับทักษะที่เปลี่ยนแปลงไปและส่งผลต่อการปรับหลักเกณฑ์การประเมินผลที่สอดคล้องกับหลักสูตร รวมทั้งปรับระบบการประเมินโรงเรียนที่เชื่อมโยงกันระหว่างการประเมินภายในและประเมินภายนอก เพื่อลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน รวมทั้งควรส่งเสริมการพัฒนาและบริหารจัดการบุคลากรในระบบปิดที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ตัวชี้วัด อาทิ จำนวนพื้นที่นวัตกรรมเพิ่มขึ้น หรือจำนวนโรงเรียนที่ได้รับการถ่ายโอนไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีคุณภาพมากขึ้น
สร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น ควรมีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ชัดเจนเพื่อให้สามารถวัดความสำเร็จของประเทศไทยในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และควรพัฒนาบทบาทของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ บทบาทของ อปท. ในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ และส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ พัฒนาเนื้อหาที่น่าสนใจให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง รวมทั้งควรมีการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit bank) ที่เชื่อมโยงไปสู่ระบบพัฒนากำลังคนแห่งชาติ (E-Workforce Ecosystem (EWE)) เพื่อส่งต่อให้เกิดการจ้างงาน ตัวชี้วัด อาทิ ดัชนีการเรียนรู้ตลอดชีวิตของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
การประชุมหารือกลุ่มย่อยในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการร่วมออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เป็นคานงัดภายใต้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ภายใต้เสาหลักการยกระดับทุนมนุษย์ ในประเด็น “การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้” เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนา “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงเปิดรับข้อคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอแนวคิดและมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตประเทศไทย
ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล