เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 สศช. ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) และสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดประชุมรับฟังความเห็นต่อร่างรายงาน Thailand Country Aging Report ณ ห้องลุมพินี โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยมีนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการ สศช. กล่าวเปิดการประชุม พร้อมด้วย Ms. Fiona Stewart, Global Lead on Aging & Pension, World Bank และ ดร.นณริฏ พิศลบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI เป็นผู้นำเสนอรายงานและดำเนินการอภิปราย โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งจากภาครัฐ อาทิ กรมกิจการผู้สูงอายุ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และภาคเอกชน สมาคมธนาคารไทย รวมถึงภาควิชาการ รวมกว่า 50 คน โดยรายงานฉบับดังกล่าวมี World Bank เป็นผู้จัดทำหลักร่วมกับ สศช. และ TDRI
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง สศช. และ World Bank มีจุดเริ่มต้นและเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องมาจากการประชุมเสวนา Advancing Healthy Aging and Long-Term Care: Global Perspectives on Harnessing Demographic Change for Sustainable Development ที่จัดโดย World Bank ในเวที Side Meeting ของการประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (Prince Mahidol Award Conference: PMAC) ประจําปี 2569 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดย สศช. World Bank และ TDRI ได้ร่วมจัดทำร่างรายงาน Thailand Country Aging Report ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดรายงานการศึกษาที่ World Bank ได้ดำเนินการในหลายประเทศ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย คอสตาริกา และโครเอเชีย ที่ได้มีการหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 เดือน จนนำมาสู่การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้
นางสาววรวรรณฯ รองเลขาธิการ สศช. ได้กล่าวเปิดการประชุม พร้อมทั้งฉายภาพให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง ควบคู่กับจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ขณะที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านคุณภาพประชากรในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสุขภาพ ซึ่งหากไม่สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การกำหนดนโยบายเพื่อรองรับสังคมสูงวัยจึงไม่ควรมุ่งเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ต้องวางระบบสนับสนุนประชากรอย่างครอบคลุมตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ เพื่อสร้างวงจรแห่งโอกาสในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ และนำไปสู่การยกระดับผลิตภาพของประเทศ โดยรายงานฉบับนี้จะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สำคัญในการต่อยอดข้อเสนอแนะไปสู่การกำหนดนโยบายและมาตรการที่สำคัญต่อไป
ต่อมา Ms. Fiona Stewart ผู้แทนจาก World Bank ได้นำเสนอสาระสำคัญ โดยกล่าวถึงดัชนีนโยบายผู้สูงอายุของ World Bank (Aging Policy Index: API) ที่สะท้อนว่าประเทศไทยมีความพร้อมเชิงนโยบายโดยรวมอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศยุโรปตะวันออกที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เมื่อพิจารณาในแต่ละมิติ พบว่า ด้าน Healthy Aging อยู่ในระดับดีจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ขณะที่ด้าน Productive Aging ยังเป็นจุดอ่อน เนื่องจากข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน ส่วนด้าน Protected Aging อยู่ในระดับค่อนข้างดี จากการมีนโยบายสร้างการเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ แต่ระบบบำนาญยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจและการคลัง โดยหากไม่มีการปฏิรูประบบที่สำคัญ อัตราการเติบโตของ GDP ในระยะยาวจะชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.6 เหลือร้อยละ 2.4 ในช่วงปี 2563 – 2593 และหนี้สาธารณะจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนถึงร้อยละ 111 ของ GDP ภายในปี 2598 ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีโครงสร้างสถาบันที่สอดคล้องมาตรฐานสากลและมีกลไกชุมชนเข้มแข็ง แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ ทำให้นโยบายไม่สามารถแปลงไปสู่ผลลัพธ์ได้เต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ มีข้อเสนอใน 6 มิติเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการเชิงสถาบัน โดยยกระดับบทบาทกรมกิจการผู้สูงอายุให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและบูรณาการนโยบายด้านผู้สูงอายุระดับชาติ และปรับระบบการประเมินผลจากตัวชี้วัดรายหน่วยงานสู่เป้าหมายร่วมที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ ด้านแรงงาน โดยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะให้ตรงกับตลาดแรงงาน พร้อมสนับสนุนรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น ด้านระบบบำนาญ โดยเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง และปฏิรูประบบการจ่ายบำนาญ ด้านระบบสุขภาพ โดยเน้นการจัดการกับปัญหาโรค NCDs และเปลี่ยนจากการเน้นตั้งรับที่โรงพยาบาลไปสู่การตรวจคัดกรองและการดูแลระดับปฐมภูมิ ด้านการดูแลระยะยาว โดยพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวให้มีความยั่งยืนทั้งด้านการเงินและคุณภาพบริการ และด้านเศรษฐกิจมหภาค โดยเตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจและการคลังเพื่อรองรับผลกระทบจากสังคมสูงวัย และจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสูงวัย หรือ Silver Economy ระดับชาติ โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดังนี้
ด้านแรงงาน เสนอแนวคิดการทำงานแบบหลายช่วงวัย (Multi-stage Working Life) การวางแผนทางการเงินที่เริ่มตั้งแต่วันแรกของการทำงาน การฝึกอบรมที่ตรงเป้าโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ของประเทศ ที่อาจเสริมด้านเทคโนโลยีการเกษตร รวมถึงการทำงานข้ามวัย (Intergenerational) ในการร่วมพัฒนาธุรกิจการเกษตร
ด้านสุขภาพและการดูแลระยะยาว (Long-term Care) เน้นย้ำให้มีการบูรณาการระบบการดูแล (Integrated Care) ระหว่างระบบสุขภาพและระบบการช่วยเหลือทางสังคม ทั้งด้านกำลังคน งบประมาณ และระบบบข้อมูล รวมถึงเปลี่ยนมุมมองจากการมองผู้สูงอายุเป็นภาระ ให้เป็นการลงทุนใน “เศรษฐกิจการดูแล” (Care Economy) ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงแรงงานผู้ดูแลในครอบครัวให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ (Care Dividend) พร้อมเสนอให้มีการพัฒนาระบบดูแลระหว่างวัน (Day Care หรือ Respite Care) เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองและลดภาระของครอบครัว นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลเชิงรุกเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ในการตรวจร่างกายตั้งแต่อายุน้อยโดยอาจให้ร่วมจ่ายบางส่วนตามความเหมาะสม รวมถึงการป้องกันในกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือคนกลุ่มก่อนเปราะบางให้สามารถกลับมาแข็งแรงได้ แทนที่จะรอให้ป่วยแล้วจึงรักษา ควบคู่กับการจัดระบบบริการสุขภาพที่เน้นคุณค่า (value-based healthcare)
ด้านการบริหารจัดการและกลไกภาครัฐ ปัญหาใหญ่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือวัฒนธรรมการทำงานแบบแยกส่วนของระบบราชการไทย ที่แยกส่วนทำงานและไม่บูรณาการข้อมูลกัน ทำให้เกิดช่องว่างในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้ปรับบทบาทของกรมกิจการผู้สูงอายุให้เป็นหน่วยงานกำหนดแผนยุทธศาสตร์มากกว่าการลงมือปฏิบัติการเอง และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายระดับพื้นที่ โดยอาจต้องพิจารณายุบกลไกระดับภูมิภาคเพื่อลดความซ้ำซ้อน ทั้งนี้ ผู้แทนจากภาคเอกชน ได้เสนอแนวคิดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจที่รวมทุกภาคส่วนมาร่วมกันผลักดันโครงการที่สามารถทำได้จริงและเกิดผลกระทบในวงกว้าง
นอกจากนี้ การจัดทำยุทธศาสตร์สังคมสูงวัยควรเชื่อมโยงมิติต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการทำงานข้ามภารกิจเพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและสามารถสร้างพลังในการขับเคลื่อน ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการออกแบบระบบแรงจูงใจที่ทำให้ทุกภาคส่วนมุ่งสู่ผลลัพธ์เดียวกัน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับกลุ่มคนชั้นกลางที่มักตกอยู่นอกขอบเขตของระบบสวัสดิการและมาตรการสนับสนุนของรัฐในปัจจุบัน เพื่อให้นโยบายรองรับสังคมสูงวัยสามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างทั่วถึง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง
ในช่วงท้าย ผู้แทนจาก World Bank ได้ย้ำเตือนว่า ประเทศไทยไม่มีเวลาให้สูญเสียอีกต่อไป และต้องเร่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ทาง World Bank จะนำข้อคิดเห็นที่ได้รับในวันนี้ไปปรับปรุงร่างรายงานฯ พร้อมทั้งวางแผนหารือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อออกแบบแนวทางขับเคลื่อนข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปผนวกกับรายงานฉบับหลัก (Flagship Report) ของ World Bank ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสู่สังคมรายได้สูงอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี IMF-World Bank ปี 2026 ต่อไป
ข่าว/ภาพ: กมส. และ World Bank