เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เสาหลักการยกระดับทุนมนุษย์ ในประเด็น “วางรากฐานระบบสวัสดิการสังคมและระบบการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืน” ณ ห้องประชุมเดช สนิทวงศ์ สศช. โดยมี นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม และ รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการยกระดับทุนมนุษย์ ร่วมเป็นประธานการประชุม โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ 30 ท่าน อาทิ นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รศ.ดร.นพ.เพชร รอดอารีย์ นายกสมาคมสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นางสาวแก้วเกล้า อุทัยรัตนกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์และการต่างประเทศ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) นางสาวณัฐรัตน์ เมืองแก้ว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ
นางสาววรวรรณฯ ได้นำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สาระสำคัญภายใต้เสาหลักการยกระดับทุนมนุษย์ พร้อมทั้งสถานการณ์ภาพรวมและช่องว่างของการวางรากฐานระบบสวัสดิการสังคมและระบบการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืน โดยการจัดสวัสดิการสังคมยังกระจัดกระจายก่อให้เกิดการตกหล่นและรั่วไหลของสิทธิประโยชน์ ขณะที่สังคมสูงวัยส่งผลต่อภาระทางการคลัง อีกทั้ง ระบบบำนาญที่แยกส่วนและไม่รองรับการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลให้รายได้หลังเกษียณไม่เพียงพอ ด้านการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืน พบว่า วิกฤตโรค NCDs สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี แม้คนไทยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ แต่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยง ขณะที่ระบบการจ่ายด้านสุขภาพยังไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์สุขภาพ และข้อมูลการจัดบริการยังไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้เกิดบริการซ้ำซ้อนและการใช้งบประมาณไม่เหมาะสม
นางสาววรวรรณฯ เน้นย้ำว่า การประชุมในวันนี้จะเป็นการระดมความเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาที่เป็นคานงัดในการวางรากฐานระบบสวัสดิการสังคมและระบบการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืน พร้อมกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่เหมาะสมในระยะ 5 ปี โดยผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ แนวทาง และตัวชี้วัด ในเรื่องการวางรากฐานระบบสวัสดิการสังคมและระบบการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืน ดังนี้
ระบบข้อมูลสวัสดิการสังคมรายบุคคลที่เชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้ จะเป็นคานงัดสำคัญ โดยควรเชื่อมโยงข้อมูลหลายมิติ อาทิ รายได้ สุขภาพ ความคุ้มครองจากการทำงาน เพื่อจัดสวัสดิการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กลไกที่จำเป็น คือ การผลักดันกฎหมายว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลและทบทวนกฎหมายของแต่ละหน่วยงานที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล การกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพหลักเป็นศูนย์กลางประสานการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการสร้างธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) และการพัฒนาระบบให้รองรับความเป็นพลวัตของข้อมูลรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัด: อัตราการตกหล่นของกลุ่ม Bottom 40 ในการเข้าถึงสวัสดิการสังคมหลัก หรือพิจารณากำหนดตัวชี้วัดร่วม (Joint KPI) เพื่อผลักดันให้หน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
สร้างหลักประกันรายได้ยามชราภาพ ควรดำเนินการทั้งการส่งเสริมให้เกิดการโอนย้ายสิทธิระหว่างระบบบำนาญเพื่อให้สิทธินับต่อเนื่องตลอดชีวิตการทำงาน และส่งเสริมหลักประกันให้ครอบคลุมทุกคน อีกทั้ง ควรเชื่อมโยงข้อมูลหนี้สินจากเครดิตบูโร เพื่อประเมินความมั่นคงทางรายได้ในภาพรวมได้อย่างถูกต้อง ตัวชี้วัด: ระดับความครอบคลุมของหลักประกันรายได้ยามชราภาพ
พัฒนาระบบการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืนด้วยกลไก (Value-Based Healthcare: VBHC) ในเรื่องการสร้างระบบสุขภาพเชิงป้องกัน ควรให้ความสำคัญกับสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพและให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการที่มีความคุ้มค่าและประสิทธิผลสูง (Best Buys Policy) อาทิ การใช้มาตรการด้านภาษี การจำกัดการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางกาย การส่งเสริมการเข้าถึงอาหารสุขภาพ การป้องกันมลพิษ และการเสริมสร้างทักษะสุขภาพจิต พร้อมมาตรการจูงใจเชิงบวกเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยอาจกำหนดประเด็นนำร่องที่ชัดเจน เช่น การป้องกันภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในเรื่องการปรับกลไกการจัดสรรทรัพยากรด้วยกลไก VBHC ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ของผู้ป่วย ไม่มุ่งเพียงการปรับระบบการจ่ายเงินหรือการบรรลุตัวชี้วัด ทั้งนี้ อาจนำร่องในบริการการดูแลระยะกลาง โดยมุ่งให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้ ตัวชี้วัด: สัดส่วนประชากรที่มีดัชนีมวลกายเกินปกติ เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินสามารถนำไปสู่โรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ตลอดจนโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้
การประชุมหารือกลุ่มย่อยในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการร่วมออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เป็นคานงัดภายใต้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ภายใต้เสาหลักการยกระดับทุนมนุษย์ ในประเด็น “วางรากฐานระบบสวัสดิการสังคมและระบบการจัดการสุขภาพที่ยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนา “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงเปิดรับข้อคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอแนวคิดและมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตประเทศไทย
ข่าว : กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.)ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล