Accessibility

Accessibility Options

สศช. ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และสหภาพยุโรป จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการลงทุนสำคัญด้านทุนมนุษย์ในกลุ่มเด็กปฐมวัย”

          สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และสหภาพยุโรป จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการลงทุนสำคัญด้านทุนมนุษย์ในกลุ่มเด็กปฐมวัย” เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และระดมความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ณ ห้อง The Gallery โรงแรม Pullman Bangkok Hotel G โดยมีผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม รวมกว่า 80 คน

          ในภาคเช้า โดย Mrs. Severine Leonardi รองผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ Ms. Audrey-Anne Rochelemagne รักษาการหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือภายในคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับการลงทุนในทุนมนุษย์ของไทย ซึ่งจากรายงานการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยในวันนี้จะได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพเหลือเพียงร้อยละ 61 เมื่ออายุถึง 18 ปี ซึ่งการจัดประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ การนำข้อเสนอแนะจากรายงานไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มเด็กปฐมวัย ซึ่งยังคงมีความท้าทายที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนจากช่องว่าง/ข้อเสนอการพัฒนา ไปสู่การจัดทำโครงการและการลงมือปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการจัดทำโครงการที่มีผลกระทบสูงใน 3 ประการ คือ 1) ขาดการจัดลำดับความสำคัญของการจัดทำข้อเสนอโครงการ 2) ขาดการวางแผนการจัดทำโครงการที่มีผลกระทบสูงอย่างต่อเนื่อง และ 3) ขาดการประสานความร่วมมือในการจัดทำโครงการระหว่างหน่วยงาน โดยในส่วนของสหภาพยุโรปหลาย ๆ ประเทศ ได้มีการปฏิรูปการคลังภาครัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่ “การใช้จ่ายให้ดีขึ้น (spend better)” ผ่านการวางแผนงบประมาณระยะปานกลางร่วมกันระหว่างกระทรวง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งยังได้เน้นย้ำถึงความเป็นพันธมิตรร่วมกับประเทศไทยผ่าน Global Gateway ของ EU ที่มุ่งเน้นการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการสร้างระบบการเงินภาครัฐที่เข้มแข็งร่วมกัน

          ช่วงที่ 1 นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ นายพชรพล พรหมทัต เจ้าหน้าที่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย นำเสนอผลการทบทวนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญและการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยนายพชรพล ได้นำเสนอผลจากรายงานการพัฒนาทุนมนุษย์ในประเทศไทยประเด็นที่เป็นคอขวดและข้อค้นพบที่สำคัญในกลุ่มเด็กปฐมวัยและการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการเผยแพร่เล่มรายงาน อาทิ เด็กไทยยังคงเผชิญปัญหาภาวะทุพโภชนาการ และพัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่เปราะบาง อาทิ กลุ่มเด็กในครัวเรือนยากจน เด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ เด็กที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด และกลุ่มเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ อาทิ ให้เงินหญิงตั้งครรภ์เพื่อดูแลด้านโภชนาการและพัฒนาการเด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง ขยายการจัดบริการเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพครอบคลุมเด็กอายุต่ำกว่า 2.5 ปี และลงทุนในการพัฒนาและสนับสนุนครูปฐมวัย ขณะที่นางสาววรวรรณ นำเสนอเกี่ยวกับบทบาของ สศช. ซึ่งได้มีดำเนินการที่สำคัญ คือ 1) การนำประเด็นข้อเสนอแนะที่สำคัญจากรายงานฯ ไปสู่การจัดทำกรอบยุทธศาสตร์จัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ร่วมกับสำนักงบประมาณ 2) การจัดระดมความคิดเห็น เพื่อหารือแนวทางเชิงลึกที่เป็นรูปธรรมในการยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ อาทิ การขยายวันลาคลอดเป็น 6 เดือน พัฒนาครูปฐมวัยและผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง จัดทำ Super Menu และการประยุกต์ใช้เครื่องมือ Social Impact Bond และ 3) การจัดทำข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากงานศึกษาของ สศช. และข้อมูลจากงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยพบ 5 insights ที่สำคัญ คือ (1) ในช่วงปฐมวัย การสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสุขภาพ จะมาจากภาคเอกชน/ครัวเรือนเป็นหลัก และได้รับเงินโอนจากภาครัฐต่ำสุดเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเรียนและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 0 – 2 ปี (2) ขาดหน่วยงานเจ้าภาพและฐานข้อมูล ในการมองปัญหาในภาพรวม การชี้เป้าหมาย และการขับเคลื่อนประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งยังไม่สามารถแสดง Pain Point ที่จะนำไปสู่มาตรการและกิจกรรมสำหรับการแก้ปัญหา และโครงการส่วนใหญ่มักจะเป็นโครงการประจำตามภารกิจ (3) ปัญหาการพัฒนาการเด็กปฐมวัยในระดับพื้นที่มีประเด็นปัญหาเฉพาะและบางพื้นที่มีความรุนแรงมากขึ้น (4) การพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับจังหวัดยังมีปัญหาเชิงคุณภาพ จากปัญหาการบริหารจัดการและการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และ (5) ระบบนิเวศยังไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพ อาทิ เกณฑ์การประเมินสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยยังขาดความยืดหยุ่นในการประเมินที่สอดคล้องกับบริบท การจัดสรรงบรายหัวไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ยังมีอุปสรรคจากขั้นตอนการลงทะเบียนและพิสูจน์ความยากจน และผู้ปกครองขาดการใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูก ซึ่งข้อมูลเชิงลึกในส่วนนี้จะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่เชื่อมโยงไปสู่ประเด็นสำหรับการพูดคุยในช่วงบ่าย

          ช่วงที่ 2 การนำเสนอกรณีศึกษาในประเทศไทย สำหรับการจัดทำโครงการระยะยาวที่มีผลกระทบสูง การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศไทยนวัตกรรมเชิงระบบ SIP – PFS กับการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดย นายแพทย์สันติ ลาภเบญจกุล เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ นำเสนอตัวอย่างการยกระดับการพัฒนาเด็กปฐมวัย (ECD) ในประเทศไทยผ่านนวัตกรรมเชิงระบบที่เรียกว่า SIP-PFS (Social Impact Partnership & Pay For Success) ซึ่งเน้นการลงทุนที่วัดผลสัมฤทธิ์จริงมากกว่าการจ่ายเงินตามกิจกรรม ซึ่งการลงทุนในเด็กช่วงแรกเกิดมีอัตราผลตอบแทนสูง และมีความสำคัญต่อการสร้างรากฐานทักษะสมอง (EF) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยโมเดลนี้มุ่งเน้นการผสานพลังระหว่างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และนวัตกรรมจากภาคประชาสังคม เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน ระบบดังกล่าวถูกออกแบบให้เปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบเดิมไปสู่การจ่ายเงินตามความสำเร็จของผลลัพธ์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มคุณภาพการดำเนินงานและประสิทธิภาพการใช้งบประมาณได้จริง

          กรณีศึกษาการดำเนินงานด้านโภชนาการเด็กใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย นาวาอากาศเอกจักรพงษ์ อภิมหาธรรม รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบูรณาการการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่า ชายแดนใต้มีปัญหาด้านโภชนาการของเด็กสูงกว่าพื้นที่อื่น สาเหตุสำคัญเนื่องจากความรู้และทักษะของผู้ปกครอง สภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิต รายได้ครัวเรือน การบริการในระบบสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ได้มีการดำเนินโครงการในการแก้ปัญหาด้านโภชนาการเด็กในหลายมิติ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ๑๐ หน่วยงาน โดยมี ศอบต. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานการขับเคลื่อน อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลระดับอำเภอที่สามารถชี้เป้าหมายในการดำเนินโครงการได้ มีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการด้านโภชนาการเด็กเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของพื้นที่ มีการวางแผนระยะปานกลางและกำหนดเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน ทำให้โครงการด้านโภชนาเด็กในพื้นที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และทำให้สถานการณ์ด้านโภชนาการเด็กในพื้นที่ดีขึ้น

          กรณีศึกษาโครงการการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้นำเสนอการออกแบบโครงการ Thailand Zero Dropout ซึ่งเกิดจากการทดลองพัฒนาตัวแบบการช่วยเหลือเด็ก
และเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาในพื้นที่ “ราชบุรี” ร่วมกับภาคเอกชน โดยภายหลังคณะรัฐมนตรีในเวลาดังกล่าวให้ความสำคัญจนขยายผลตัวแบบการขับเคลื่อนดังกล่าวอันนำไปสู่การทำบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ปัจจัยในการขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เห็นลักษณะและปัญหาของเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา การออกแบบกลไกการค้นหาเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายในระดับพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การประสานส่งต่อ และให้การช่วยเหลือผ่านเครื่องมือการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตของผู้เรียน ซึ่งขณะนี้มาตรการดังกล่าวได้รับการให้ความสำคัญ
โดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน อันนำไปสู่การปรับปรุงให้การดำเนินการสอดล้องกับวิกฤตการณ์ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

          ช่วงที่ 3 การพัฒนาระบบงบประมาณระยะปานกลาง (Medium-Term Budget Frameworks – MTBF) ในประเทศกลุ่ม OECD โดย Ms. Camila Vammalle Public Management and Budgeting OECD กรอบงบประมาณระยะปานกลาง (MTBF) จะช่วยยกระดับการจัดลำดับความสำคัญและการวางแผนการลงทุนด้านทุนมนุษย์ ซึ่งแนวทางนี้ช่วยเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว เข้ากับกระบวนการจัดทำงบประมาณรายปีให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น ภายใต้กรอบ Spending Better ของ OECD ที่มุ่งเน้นการใช้งบประมาณอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และสร้างความเสมอภาค โดยปัจจุบันร้อยละ 91 ของประเทศสมาชิก OECD มีการใช้กรอบการใช้จ่ายหลายปี ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดระยะเวลาไว้ 3 – 5 ปี โดยระบบ MTBF ช่วยให้รัฐบาลสามารถคาดการณ์ความกดดันทางการคลังจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคมในอนาคตได้ล่วงหน้า หัวใจสำคัญคือการกำหนดเพดานงบประมาณจากบนลงล่าง เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและสะท้อนลำดับความสำคัญของนโยบาย ตัวอย่างความสำเร็จจากเนเธอร์แลนด์และฟินแลนด์คือการจัดทำฐานงบประมาณที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้เห็นพื้นที่ทางการคลังสำหรับโครงการใหม่ โดยแยกออกจากภาระผูกพันเดิม ปัจจัยความสำเร็จของการจัดทำงบประมาณระยะปานกลาง ประกอบด้วย การกำหนดช่วงเวลาที่ครอบคลุมการพยากรณ์อย่างเหมาะสม การปรับปรุงข้อมูลอย่างสม่ำเสมอให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง โดยรัฐบาลจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับตัวขับเคลื่อนต้นทุนของรายจ่ายภาคสังคม และใช้สมมติฐานทางเศรษฐกิจหรือประชากรศาสตร์ที่โปร่งใส มีความเสถียร และสอดคล้องกันในทุกระดับหน่วยงาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรในระยะยาว

          ภาคบ่าย ได้มีการหารือร่วมกันถึงแนวทางที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเด็กปฐมวัย โดยแบ่งการระดมความคิดเห็นเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มภาครัฐ การดำเนินโครงการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยยังขาดนโยบายระดับชาติที่บูรณาการร่วมกันอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มีการเสริมการทำงานร่วมกันตามจุดเด่นและความถนัดของแต่ละหน่วยงาน และขาดระบบการสร้างแรงจูงใจ ตัวชี้วัดร่วมของหน่วยงาน และโครงสร้างงบประมาณที่เอื้ออำนวย อีกทั้ง ยังขาดความเชื่อมโยงกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มภาคประชาสังคม การขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพจะต้องมีการขยับทุกองคาพยพ โดยในภาคการเมืองต้องมีการประกาศเจตนารมณ์และการกำหนดนโยบาย ภาครัฐต้องมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน และมีการสร้างองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญให้กับเจ้าหน้าที่ในประเด็นและการตีความกฎหมายและระเบียบให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และควรมีการจัดงบประมาณที่เพียงพอ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบสำหรับการรับทุนให้เน้นที่ผลลัพธ์ เพื่อเอื้อต่อการทำงานของภาคประชาสังคม กลุ่ม อปท. การขับเคลื่อนแผนงานยังยึดโยงกับนโยบายส่วนกลางและเกณฑ์ประเมินภาครัฐเป็นหลัก แต่การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานมากกว่างานพัฒนาสังคม รวมถึงอุปสรรคจากระเบียบของคณะกรรมการกระจายอำนาจที่ขาดความยืดหยุ่น ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถบริหารจัดการบุคลากรหรือสวัสดิการได้ตรงตามบริบทพื้นที่ จึงควรมีการปฏิรูปกฎระเบียบและกลไกการจัดสรรงบประมาณให้สะท้อนความต้องการจริงของแต่ละท้องถิ่น

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล