เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท (มพท.) จัดเวที “เชื่อมเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาวุฒิอาสาธนาคารสมอง กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1” ณ โรงแรมเฟลิกซ์ ริเวอร์แคว รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเสริมสร้างการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานของวุฒิอาสาฯ ในระดับพื้นที่ให้เป็นพลังสำคัญร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามเป้าหมายการพัฒนาของกลุ่มจังหวัด โดยเปิดเวทีให้วุฒิอาสาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นประเด็นการขับเคลื่อนงานของกลุ่มจังหวัด มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 60 คน ประกอบด้วย วุฒิอาสาฯ จากจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี ผู้บริหาร สศช. กรรมการมูลนิธิพัฒนาไท เจ้าหน้าที่ สศช. และ มพท.
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท กล่าวเปิดการประชุม และนำเสนอเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคกลาง สถานการณ์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตลอดจนการขับเคลื่อนงานของวุฒิอาสาฯ โดยเป้าหมายและแนวทางพัฒนาภาคกลาง (พ.ศ. 2566 – 2570) มุ่งสู่การเป็น “ฐานการผลิตสินค้าและบริการมูลค่าสูง” ที่เติบโตอย่างยั่งยืนบนศักยภาพของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการพัฒนาใน 6 ด้าน ได้แก่ (1) การยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรให้ได้มาตรฐานระดับสากล (2) การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวคุณภาพ (3) การพัฒนาระบบบริการสุขภาพและการให้บริการทางการแพทย์ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (4) การพัฒนาเมือง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และเมืองชายแดน ให้เป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจของภาคกลาง (5) การพัฒนาและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมในอุตสาหกรรมและบริการในอนาคต และ (6) การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนเป้าหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่มุ่งสู่การเป็น “ฐานการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยวคุณภาพสูง เชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้าและการค้าชายแดน บนฐาน BCG” ได้ให้ความสำคัญกับ (1) การยกระดับภาคการเกษตรและการแปรรูปสินค้าเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงบนฐาน BCG (2) การพัฒนาการท่องเที่ยวสร้างสรรค์/เชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และ (3) การพัฒนาศักยภาพการผลิตและการค้าภายในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับสถานการณ์การพัฒนา พบว่า ด้านประชากร ภาคกลางตอนล่าง 1 เป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ ร้อยละ 22.70 ของประชากรทั้งหมด โดยจังหวัดสุพรรณบุรีมีสัดส่วนสูงที่สุดที่ร้อยละ 25.26 รองลงมาคือจังหวัดราชบุรี และกาญจนบุรีที่ร้อยละ 23.29 และร้อยละ 19.80 ตามลำดับ ด้านการพัฒนาคน มีค่าดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยด้านชีวิตการงานมีความก้าวหน้ามากที่สุด ขณะที่ด้านการศึกษามีความก้าวหน้าน้อยที่สุด โดยกลุ่มจังหวัดฯ มีปัญหาและประเด็นท้าทายสำคัญ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ มีปัญหาความยากจนและหนี้สินสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสมวัยอยู่ในอันดับเกือบสุดท้ายของประเทศ และเด็กวัยเรียนมีอัตราการเข้าเรียน และผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ระดับ ม.ปลายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการและแรงงานส่วนใหญ่ยังขาดศักยภาพและทักษะที่จำเป็นในการผลิตเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และด้านสิ่งแวดล้อม ประสบปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม รวมทั้งอุทกภัยและภัยแล้งซ้ำซาก ทั้งนี้ วุฒิอาสาฯ ในพื้นที่มีการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ อาทิ ด้านการส่งเสริมอาชีพ รายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์ และเป็นวิทยากรให้ความรู้การแปรรูปและพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการเป็นครูอาสาให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ กฎหมาย และงานช่างเทคนิค และด้านการส่งเสริมสุขอนามัย ผ่านการเป็น อสม./จิตอาสาในสถานพยาบาลให้คำแนะนำและความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน และติดเตียง
นอกจากนี้ นายครรชิต เข็มเฉลิม กรรมการ มพท. และวุฒิอาสาฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากการทำงานในรูปแบบ “หุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership)” พื้นที่ภาคตะวันออก ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ “พื้นที่ปฏิบัติการที่ยั่งยืน (SDG Lab)” โดยชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนงานในภาคตะวันออก คือ การมุ่งค้นหาและบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ผ่านกระบวนการเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกันกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการทำงาน โดยวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายกำหนดให้ “ตะวันออกฟอรั่ม” เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการทบทวนบทเรียนและออกแบบอนาคตร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมีประเด็นขับเคลื่อน 5 เรื่อง ได้แก่ การพัฒนาบนฐานทรัพยากร การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาเมืองน่าอยู่ การยกระดับเรียนรู้บนฐานชุมชน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “ตะวันออกวิถีแห่งความสุข” และยกระดับสู่ “การสร้างโลกเย็นที่เป็นธรรม” โดยมีตัวอย่างประเด็นการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ คือ การจัดทำผังตำบลเพื่อแก้ไขปัญหาช้างป่า และการจัดทำแผนผังข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี อีกทั้งยังมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มจำนวนวุฒิอาสาฯ โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 60 ปี จากภาคประชาสังคม/ชุมชนให้มากขึ้น เพื่อส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมพลังการขับเคลื่อนงานให้สามารถปรับตัวได้อย่างเท่าทันความเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในระยะยาว
จากกระบวนการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อยได้ประเด็นการขับเคลื่อนงานของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ที่สำคัญ คือ (1) การเสริมสร้างความตระหนักรู้สู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชน อาทิ การบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ การคัดแยก/จัดทำธนาคารขยะ ธนาคารน้ำใต้ดิน และการใช้เครื่องมือ/ระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ รวมทั้งรณรงค์ให้เกิดการปฏิบัติจริงในทุกระดับ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่เผชิญกับปัญหาการเผา การใช้สารเคมี และภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร โดยให้มีการจัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด และแกนประสานระดับกลุ่มจังหวัดเพื่อเป็นกลไกในการดำเนินโครงการ และ (2) ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ในการรับมือและแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โดยมุ่งสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาและถ่ายทอดหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจาก PM 2.5 และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในชุมชน อาทิ ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ/ที่มา และสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ ผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพ รวมทั้งวิธีการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การไถกลบวัสดุทางการเกษตรแทนการเผา เป็นต้น โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานผ่านศูนย์การเรียนรู้ของวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายในแต่ละจังหวัด ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้สวนป่าสมุนไพร “สติดี ใจมีสุข” และศูนย์การเรียนรู้วิถีธรรม วิถีไทย “บ้านแม่คุณ” จังหวัดกาญจนบุรี ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบวุฒิอาสาฯ จังหวัดราชบุรี และศูนย์การเรียนรู้เกษตรคาร์บอนต่ำ จังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงในเวทีชุมชนต่าง ๆ ที่วุฒิอาสาฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่ เช่น เวทีสมัชชาสิ่งแวดล้อม และการประชุมหมอดินอาสา เป็นต้น
ทั้งนี้ รองเลขาธิการฯ มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อประเด็นการขับเคลื่อนของวุฒิอาสาฯ ว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาขยะ/วัสดุทางการเกษตร เป็นปัญหาร่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 จึงควรมีการถอดบทเรียน และขยายผลแนวทาง/วิธีการทำเกษตรกรรม ที่ช่วยลดการเผาและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากองค์ความรู้และประสบการณ์ของวุฒิอาสาฯ ที่มีการดำเนินการผ่านศูนย์เรียนรู้ของตนเอง เพื่อใช้เป็นต้นแบบ (Model) ให้พื้นที่อื่น ๆ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และในส่วนของประเด็นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่และเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน การดำเนินงานเองทั้งหมดอาจทำได้ยาก วุฒิอาสาฯ จึงควรพิจารณาว่าภาครัฐยังมีช่องว่างในการดำเนินงานอะไร และหาแนวทางหนุนเสริมเพื่อแก้ปัญหาและปิดช่องว่างดังกล่าว นอกจากนี้ นางวณี ปิ่นประทีป กรรมการ มพท. ยังเน้นย้ำให้วุฒิอาสาฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน/ขยายผลการทำธนาคารน้ำใต้ดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ ที่ตั้งอยู่บนฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชน
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พฤษภาคม 2569