Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์เข้าร่วมการเสวนาด้านเศรษฐกิจในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วมรับฟังการเสวนาในกรอบการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยการเสวนามุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแนวทางยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

เลขาธิการ สศช. และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตเลขาธิการ สศช. พร้อมด้วยนางสาวอานันท์ชนก สกนธวัฒน์ รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงานนายอธิพงศ์ หิรัญเรืองโชค ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมรับฟังการเสวนาเรื่อง Building Resilience in a Fragmented World โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางคริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก และนางรีกกา ปูร์รา (Riikka Purra) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบจากการความขัดแย้งและการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านการค้า การเงิน และการลงทุน โดยเน้นย้ำว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะสามารถปรับตัวต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าที่คาด แต่ประเทศต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยการคลัง ควบคู่กับการกระจายตลาด แหล่งพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป การเสวนายังให้ความสำคัญกับบทบาทของไทยในการเป็นผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) ระหว่างประเทศและภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน เชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศกับผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และยกระดับทักษะแรงงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเน้นความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ ดิจิทัล และทุนมนุษย์ การสร้างความชัดเจนของกฎระเบียบและกลไกลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน ตลอดจนการสนับสนุน SMEs ให้สามารถสร้างงานและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เลขาธิการ สศช. ยังได้เข้าร่วมรับฟังการเสวนาเรื่อง Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาย Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF ที่ได้ร่วมกันทบทวนพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ เมื่อปี 2534 ทั้งการเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรสู่ภาคการผลิตและบริการ การลดความยากจน และการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก พร้อมถอดบทเรียนจากวิกฤตการเงินปี 2540 ที่สะท้อนความสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินที่เข้มแข็งต่อการเติบโตระยะยาว ตลอดจนหารือความท้าทายเชิงโครงสร้างในปัจจุบัน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง การเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอลง และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยข้อเสนอแนะที่สำคัญคือการเร่งเพิ่มผลิตภาพผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบพลังงานและทักษะแรงงาน ส่งเสริมอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย แรงงาน และผู้ประกอบการไทย ตลอดจนการปฏิรูปกฎระเบียบให้เอื้อต่อธุรกิจ การสนับสนุน SMEs ตามศักยภาพ การเปิดรับบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศ การพัฒนาเมืองในภูมิภาคให้เป็นฐานนวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงทางการค้าและการเงินในอาเซียน โดยต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ควบคู่กับการประสานนโยบายการคลังและการเงิน เพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

การเสวนาทั้งสองเวทีสะท้อนว่า ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วต้องอาศัยการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยใช้บทบาทของไทยในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเป็นโอกาสขับเคลื่อนการปฏิรูปภายในประเทศ ทั้งการปรับกฎระเบียบ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศกับผู้ประกอบการไทย สาระดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อ สศช. ในการวางแผนพัฒนาประเทศให้สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง พร้อมขยายโอกาสให้ SMEs และประชาชนในภูมิภาคมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ


ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาคและกองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน