Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์ ร่วมกับ ADB จัดการประชุมเพื่อหารือเชิงนโยบายภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย”

     เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยกองยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) จัดการประชุมเพื่อหารือเชิงนโยบายภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย” โดยได้รับเกียรติจาก Ms. Thuy Trang Dang รองผู้อำนวยการสํานักงานผู้แทน ADB ในประเทศไทย กล่าวต้อนรับ และมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. และนางจินดารัตน์
วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมกรุงเทพ ชั้น 39 อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ออฟฟิศเซส สํานักงานผู้แทน ADB ในประเทศไทย โดยมีผู้แทนจาก สศช. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และเจ้าหน้าที่ ADB ร่วมนำเสนอในครั้งนี้ด้วย รวมทั้งผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานภายใน สศช. และหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  การไฟฟ้านครหลวง และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รวมทั้งสิ้นประมาณ 50 คน

     ผู้นำเสนอและผู้เข้าร่วมประชุม ได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

  • ยุทธศาสตร์และเป้าหมายระดับชาติ (National Strategy & Goals) ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการมุ่งสู่เป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งแนวทางตามกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) จะมุ่งยกระดับให้การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืน นอกจากนี้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ยังมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่าร้อยละ 50 พร้อมกับการนำเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรม อาทิ ระบบกักเก็บพลังงาน พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และการดักจับคาร์บอน มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  • โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนและความร่วมมือภูมิภาค (APG) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมสูงในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการซื้อขายและรักษาสมดุลพลังงาน (Regional Energy Balancing Hub) โดยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้ (มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย) ผลการศึกษาของ ADB ระบุว่า การบูรณาการโครงข่ายไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการซื้อขายไฟฟ้า และสามารถลดราคาค่าไฟฟ้าจากระดับปัจจุบันได้สูงสุดร้อยละ 3 ภายในปี 2040 อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ APGยังเผชิญกับความท้าทายด้านการจัดหาแหล่งเงิน เนื่องจากต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อดำเนินงานเตรียมความพร้อม ทั้งด้านการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเทคนิค ทางการเงิน และด้านกฎหมาย นอกจากนี้ปัจจุบันกรอบระเบียบการใช้โครงข่ายและรูปแบบซื้อขายไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านรายได้ของโครงการได้
  • ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ (Critical Minerals Management: CMM) โดยไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการรีไซเคิลและแปรรูปแร่หายาก (REE Processing & Magnet Recycling Hub) ในภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอกและเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศผ่านการใช้นวัตกรรม
  • กลไกสนับสนุนทางการเงิน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พร้อมให้การสนับสนุนประเทศไทยผ่านช่องทางที่หลากหลาย ตั้งแต่การให้เงินกู้แก่ภาครัฐ (Sovereign) การสนับสนุนภาคเอกชน (Non-sovereign) หรือการให้บริการที่ปรึกษาในการจัดทำโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) โดยมีการนำกลไกเงินทุนแบบผสมผสาน (Blended Financing) มาใช้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นของโครงการและเพิ่มความคุ้มค่าทางการเงินให้กับโครงการที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ อาทิ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารในระบบสมาร์ทกริด นอกจากนี้ ADB ยังให้การสนับสนุนผ่านความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance) เพื่อเสริมสร้างความพร้อมเชิงนโยบายและระเบียบข้อบังคับที่เอื้อต่อการลงทุนของประเทศไทยในอนาคต

     ในระยะต่อไป สศช. มีแผนในการทำความร่วมมือทางด้านวิชาการกับ ADB และจะให้การสนับสนุน ADB ในการพัฒนาความร่วมมือยุทธศาสตร์หุ้นส่วนการพัฒนาระดับประเทศ พ.ศ. 2570 – 2574 (Thailand Country Partnership Strategy 2027–2031) เพื่อเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการจัดทำและขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

 

ข่าว: กองยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

ภาพ: จักรพงศ์ สวภาพมงคล