Accessibility

Accessibility Options

สศช. เข้าหารือแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในแผนฯ 14 ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยภาครัฐ ณ จังหวัดเชียงใหม่

          เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวปิยะนิตย์ โอนพรัตน์วิบูล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา และเจ้าหน้าที่กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเข้าพบสถาบันการศึกษา 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา เพื่อนำเสนอสาระสำคัญของเสาหลักการพัฒนาในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) โดยเน้นที่เสาการปฏิรูปภาครัฐ และได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

          สำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้าพบ ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์ รองอธิการบดี พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ นพ.อดิศักดิ์ ตันติวรวิทย์ รองอธิการบดี คณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยภายใต้วิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน” โดยมุ่งปรับบทบาทสถาบันอุดมศึกษาให้ตอบโจทย์บริบทการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ผ่านการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการสังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

          นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยตามแนวทางการปฏิรูปภาครัฐในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการปรับบทบาทอย่างพลิกโฉมตั้งแต่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐเมื่อ 8 ปีที่แล้ว โดยมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมที่เน้นการสร้างคุณค่าและผลกระทบต่อสังคม การวิจัยและนวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาพื้นที่บนฐานความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีการปรับการบริหารจัดการหลายด้าน ได้แก่

          1) ปรับแนวทางการผลิตบัณฑิตสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ด้วยการจัดการศึกษาให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ผ่านหลักสูตรที่นักศึกษาสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตย่อยได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนต่อเนื่องตลอด 4 ปี พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามสถาบัน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนทุกช่วงวัย โดยมีการกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์การกำกับดูแลการใช้ AI อย่างชัดเจน

          2) ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยมุ่งผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแผนพัฒนามหาวิทยาลัยฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งกำลังจะประกาศใช้ มีเป้าหมายมุ่งสร้างผลกระทบในระดับที่เกินกว่าแค่ในระดับประเทศแล้ว โดยมุ่งสร้างผลกระทบในระดับโลก  (Real World Impact) ควบคู่การบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี AI และการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศและชุมชน

          3) ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนและแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่  โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้กับภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาของพื้นที่ อาทิ PM2.5 ไฟป่าและหมอกควัน การพัฒนาผู้ประกอบการ SME และการสร้างต้นแบบชุมชนผ่าน CMU Role Model

          4) ยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา โดยส่งเสริมการใช้ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาล้านนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การต่อยอดศิลปหัตถกรรม แพทย์พื้นบ้าน และกิจกรรมวัฒนธรรมที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และ

          5) พลิกโฉมการบริหารและพัฒนาบุคลากรด้วยเทคโนโลยีและระบบแรงจูงใจ โดยได้ปรับระบบบริหารจัดการที่เน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับการบริหาร การเรียนการสอน และการวิจัย พร้อมพัฒนาระบบประเมินผลและแรงจูงใจที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรบนหลักธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม

          จากนั้น ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. ได้เข้าพบมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) โดยมีรองศาสตราจารย์ วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี พร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเข้าร่วมหารือ  ในปัจจุบัน มทร.ล้านนา มีวิทยาเขตรวม 5 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก น่าน และลำปาง โดยผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยที่กำหนดทิศทางการบริหารที่ยึดตามแนวทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 และร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยมุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ พัฒนาฐานการวิจัยและองค์ความรู้ เน้นผลิตแรงงานสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งมีหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรไม่สะสมหน่วยกิต (Non Credit Bank) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะอาชีพ มุ่งผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ เน้นการสอนทั้งทฤษฎีและทักษะที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะในคณะวิศวกรรมที่นักศึกษาเรียนทฤษฎี 1 ปี และได้ทำงานจริงในสถานประกอบการ อีก 1 ปี สำหรับด้านการวิจัยอาจยังมีไม่มากนัก แต่มหาวิทยาลัยพยายามส่งเสริมให้มีมากขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และขยายผลในเชิงพาณิชย์ และมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น และแก้ปัญหาของพื้นที่ เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวทางการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ แบบสหวิทยาการ เพื่อตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาของชุมชน

ภาพ/ข่าว : กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา