Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์เปิดเวทีระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) กลุ่มภาคเอกชน

เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) กลุ่มภาคเอกชน ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมระดมความคิดเห็นฯ ประมาณ 140 คน การระดมความคิดเห็นฯ ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธานการระดมความคิดเห็นฯ และนายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้าร่วมการระดมความคิดเห็นฯ ทั้งนี้ ผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งเครือข่ายภาคเอกชนจากหลายภาคส่วนมาร่วมระดมความคิดเห็นฯ เพื่อวางอนาคตของประเทศร่วมกัน

ในช่วงแรก นายกงกฤช หิรัญกิจ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวเปิดการประชุมพร้อมนำเสนอความสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายรอบด้านทั้งความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคตอันใกล้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและผลักดันให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันในฐานะเจ้าของแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

จากนั้น นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอสรุปสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมใช้ประกอบการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยที่ประชุมได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อ 5 เสาหลักการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ดังนี้

ภาพรวมของแผน : ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมและความยั่งยืนในระยะยาว และการเร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยเฉพาะโครงการคมนาคมและขนส่งที่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมสูง

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ : มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและการแพทย์เป็นอุตสาหกรรมหลักโดยมีอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI เป็นกลไกสนับสนุนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรม การกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่มีศักยภาพโดยคำนึงถึงศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการภายในประเทศ การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในระดับพื้นที่โดยสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาพลักษณ์และรายได้ของภาคเกษตร และการสนับสนุนการศึกษา วิจัย และพัฒนาสินค้าเกษตรพื้นถิ่น (Local Fruit) ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยและมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ : ให้ความสำคัญกับการยกระดับสู่บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูล (Big Data) เพื่อเลิกขอสำเนาเอกสารซ้ำซ้อน ควบคู่กับการล้างกฎหมายที่ล้าหลังและการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดขั้นตอนและลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ การเพิ่มความเข้มข้นของการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีศักยภาพสร้างผลลัพธ์สูง รวมทั้งการปฏิรูประบบงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยนำ AI เข้ามาช่วยคัดกรองเพื่ออุดช่องโหว่การทุจริตและการยึดระบบคุณธรรมในการบริหารคนและเปลี่ยนตัวชี้วัดจากการนับจำนวนกิจกรรมมาเป็น “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน”

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ : สร้างแรงจูงใจให้เพิ่มจำนวนประชากรผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น โครงการส่งเสริมการมีบุตรคนที่ 2 ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายในการศึกษา การลดภาษีเงินได้ และสวัสดิการสังคม การผลักดันให้แรงงานอิสระเข้าสู่ระบบ เช่น แพลตฟอร์มต่าง ๆ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระ การออกแบบหลักสูตรร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อตอบสนองที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมและการพัฒนา AI เพื่อใช้ในการกำหนดโครงสร้างค่าจ้างและทักษะแรงงานที่ต้องการ

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน : นำเครื่องมือเศรษฐศาสตร์มาใช้ประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายโดยเฉพาะด้านทรัพยากรน้ำ เช่น การจัดทำบัญชีทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital Accounting) รวมทั้งพิจารณากลไกด้านกฎหมายหรือผู้แทนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อประเมินปริมาณทรัพยากร ความเสี่ยง และกำหนดอัตราการใช้ทรัพยากรให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน การพัฒนาระบบข้อมูลการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพทั้งด้านปริมาณน้ำต้นทุน (Supply) และความต้องการใช้น้ำ (Demand) เพื่อให้เกิดการกระจายน้ำอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด และการปรับปรุงกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและสามารถปฏิบัติได้จริงเพื่อเร่งการปรับตัวของประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม : ส่งเสริมนวัตกรรมที่ผสานการทำงานระหว่างมนุษย์และ AI เพื่อพัฒนาการให้บริการและการนำเสนอข้อมูลแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนจากประสบการณ์ของภาคเอกชน เพื่อให้มั่นใจว่าทิศทางการพัฒนาประเทศต่อจากนี้จะสามารถสร้าง “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของแผนฯ ฉบับนี้ โดยเปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมเสนอความเห็นต่อการวางอนาคตประเทศไทยไปด้วยกันได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

ข่าว : กองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน (กพข.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถแสดงความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของ สศช. ได้ทางเว็บไซต์ www.nesdc.go.th, Facebook สภาพัฒน์, Twitter สภาพัฒน์, Line สภาพัฒน์ Update, Email : plan13@nesdc.go.th และ ตู้ ปณ.49 ปทฝ.หลานหลวง กรุงเทพฯ 10102