Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์ เร่งสร้างความเข้าใจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ “กลไกเชิงยุทธศาสตร์: พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจไทย สู่เวทีการแข่งขันระดับโลก”

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 กองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน สศช. ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “กลไกเชิงยุทธศาสตร์: พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจไทย สู่เวทีการแข่งขันระดับโลก” ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมี นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน มีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนตัวชี้วัดและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ World Competitiveness Rankingซึ่งจัดอันดับโดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) ในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน จาก 75 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ตลอดจนประสานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การกำหนดกรอบทิศทางนโยบายในการยกระดับและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ในการบรรยายช่วงแรก คุณศศิธร ได้นำเสนอผลการจัดอันดับฯ ประจำปี 2026 ของประเทศไทยซึ่งปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ มาสู่อันดับที่ 26 จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ (จากอันดับที่ 30 ในปี 2025) โดยประเทศไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และเสถียรภาพทางการเงิน อีกทั้งปัจจัยย่อยภายใต้การประเมินประสิทธิภาพภาครัฐที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า นอกจากนี้ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและทัศนคติเชิงบวกต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคธุรกิจ ยังเป็นปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง AI และการศึกษายังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งร่วมกับผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำทุกมิติอย่างเรื้อรังและการขาดแรงงานทักษะสูงจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนนโยบายภาครัฐที่ขาดความต่อเนื่องและทัศนคติของภาคเอกชนต่อการทุจริตคอร์รัปชัน

ช่วงต่อมา คุณนิติ ช่างภิญโญ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การผลิตและบริการ ได้บรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ” โดยชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายของร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่การขยายตัวอย่างทั่วถึงและยั่งยืน  ทั้งนี้ สศช. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ตัวชี้วัดของ IMD มาผนวกเป็นหนึ่งในเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้
ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไกการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือโดยดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจเพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรคและขับเคลื่อนนโยบายสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเร่งด่วนและมีทิศทางที่ชัดเจน

ในช่วงของการเสวนาได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน นำโดย ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  คุณศิริอร หริ่มปราณี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)  และศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) มาร่วมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ดร.วิบูลย์ เสนอแนะให้ปรับกระบวนทัศน์ไปสู่การจัดทำแผนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยต่อยอดจากศักยภาพรวมถึงฐานอุตสาหกรรมเดิม พร้อมทั้งยกระดับให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การตัดสินใจคัดเลือกประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ การร่วมลงทุนและการร่วมบริหารจัดการ เพื่อรับความเสี่ยงและรับผิดชอบผลสำเร็จร่วมกัน ตลอดจนการประเมินคุณภาพแผนงานจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและการแก้ข้อจำกัดของธุรกิจได้จริง แทนการวัดความสำเร็จเพียงกระบวนการทำงานและตัวเลขการจัดสรรงบประมาณของรัฐ

คุณศิริอร นำเสนอมุมมองต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับการส่งเสริมการผลิตเนื้อหาไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ โดย 1) ส่งเสริมทักษะสร้างสรรค์ของคนไทยด้วยเทคโนโลยี 2) ส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ 3) ส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การดึงดูดและรักษาบุคลากรทักษะสูงให้อยู่ในพื้นที่ 

ขณะที่ ศ.ดร.ภัทรพงศ์ เสนอให้มุ่งเน้นการสร้างกลไกนำแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเปลี่ยนจากแผนงานที่ครอบคลุมทุกเรื่อง (Comprehensive Plan) ไปสู่แผนเชิงยุทธศาสตร์ที่เลือกเฉพาะประเด็นท้าทายและสำคัญ (Selectively Strategic) และเชื่อมโยงกระบวนการทำงานให้เป็นวงรอบที่ต่อเนื่อง มี Feedback Loop ที่สามารถปรับปรุงหรือยุติมาตรการที่ไม่ตอบโจทย์ได้ทันทีภายใน 3–6 เดือน นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มความหลากหลายของเครื่องมือเชิงนโยบาย โดยลดการพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปสู่การใช้เครื่องมือเชิงรุกที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ประกอบการได้จริง อาทิ การร่วมลงทุน (Co-investment) การให้เงินอุดหนุนโดยตรง (Subsidy) และนโยบายสนับสนุนฝั่งอุปสงค์อย่างการจัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรม ตลอดจนปฏิรูปโครงสร้างสถาบันด้วยการกระจายอำนาจเพื่อสร้างขีดความสามารถระดับท้องถิ่น การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนรับบทบาทเป็นหน่วยปฏิบัติงาน (Executing Agency) การเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญเอกชนเข้ามาทำงานในภาครัฐในลักษณะหมุนเวียนบุคลากร และการสร้างฉันทามติร่วมกันในสังคม เพื่อลดผลกระทบจากความไม่ต่อเนื่องทางนโยบายอย่างยั่งยืน

ข่าว : กองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล