สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Silver Economy: ปลดล็อกพลังสูงวัย สู่ Productive Aging” เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เพื่อเปิดมุมมองต่อศักยภาพและโอกาสของผู้สูงอายุในโลกการทำงาน และรวบรวมข้อเสนอสำหรับประกอบการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ โดย นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการ สศช. ได้กล่าวเปิดงานและนำเสนอภาพรวมสถานการณ์สังคมสูงวัยของไทย โดยชี้ว่าไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) ในปี 2576 มีประชากรสูงอายุประมาณร้อยละ 28 ขณะที่ประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังแรงงาน เศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ และความยั่งยืนทางการคลัง นอกจากนี้ ข้อมูลบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (NTA) สะท้อนว่า ผู้ที่เกษียณเมื่ออายุ 60 ปี และมีชีวิตต่ออีกประมาณ 20 ปี จะมีค่าใช้จ่ายเกือบ 3 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากทรัพย์สินและเงินออม จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านรายได้และการออม ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงานและสร้างรายได้ต่อไป ดังนั้น Silver Economy จึงไม่ควรมองผู้สูงอายุเพียงในฐานะผู้บริโภคหรือผู้รับการดูแล แต่ต้องมองในฐานะ “ทุนมนุษย์” ผู้ผลิต และผู้ร่วมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม จากความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตด้วย
จากนั้น ข้าราชการรุ่นใหม่ของ สศช. โดยนายพีรพล ศรนารา นางสาวอชิรญา ไสยสุคนธ์ และนางสาวภาสินีสร เสมคำ ได้นำเสนอข้อค้นพบจากการศึกษาเรื่อง “ผู้สูงวัยไทยในโลกการทำงาน: สถานการณ์ ศักยภาพ และโอกาสที่สร้างได้” ซึ่งชี้ว่า การที่ผู้สูงอายุ “มีงานทำ” ยังไม่เท่ากับการมี “งานที่ดี” โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุประมาณ 6.7 ล้านคนที่ยังทำงาน และอีกประมาณ 1.2 ล้านคนที่พร้อมทำงานแต่ยังไม่มีงาน ขณะที่ผู้ทำงานจำนวนมากอยู่ในภาคเกษตร มีการศึกษาค่อนข้างต่ำ และมีรายได้แทบไม่สูงกว่ารายจ่าย สะท้อนว่าการทำงานต่อของผู้สูงอายุส่วนหนึ่งยังขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจและภาระครอบครัว มากกว่าการมีทางเลือกในการทำงานที่เหมาะสม และแม้ประเทศไทยจะมีมาตรการครอบคลุมทั้งการส่งเสริมการจ้างงาน การพัฒนาทักษะ การจับคู่งาน สวัสดิการ และการปรับสภาพแวดล้อม แต่ยังมีช่องว่างระหว่าง “การมีนโยบาย” กับ “การเกิดโอกาสในการทำงานจริง” โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาโครงสร้างการเบิกจ่ายงบประมาณด้านผู้สูงอายุในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2.06 แสนล้านบาท พบว่าประมาณร้อยละ 99 มุ่งไปที่หลักประกันรายได้และสวัสดิการ ขณะที่งบประมาณสำหรับการพัฒนาทักษะ การจับคู่งาน และการส่งเสริมการจ้างงานมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่าระบบยังให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือและสงเคราะห์ มากกว่าการลงทุนเพื่อสร้างความสามารถในการทำงาน สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) นอกจากนี้ บทเรียนจากต่างประเทศยังสะท้อนว่า ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อได้หากมีทางเลือกการทำงานที่ยืดหยุ่น การปรับลักษณะงานและสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับวัย การใช้เทคโนโลยีเพื่อทุ่นแรง และการต่อยอดประสบการณ์ ความเข้าใจบริบท และทักษะการทำงานกับคนให้เป็นข้อได้เปรียบ ขณะเดียวกัน รัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้นายจ้าง “พร้อมจ้าง” ผ่านการลดต้นทุน สนับสนุนการปรับสถานที่ทำงาน และอุดหนุนการจ้างงาน ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการยืดอายุการทำงาน แต่คือการสร้างระบบที่เปลี่ยน “ศักยภาพ” ให้เป็น “โอกาสจริง” ผ่าน 3 เงื่อนไขที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ฝึกได้ ด้วยทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดและเชื่อมสู่งานจริง จ้างได้ ด้วยกลไกที่ทำให้นายจ้างเห็นคุณค่าและความคุ้มค่า และ ไปต่อได้ ด้วยรูปแบบงาน การเกษียณ การจับคู่งาน สภาพแวดล้อม และสวัสดิการที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิต
การเสวนาในช่วงต่อมาได้ต่อยอดข้อค้นพบดังกล่าวผ่านมุมมองจากภาคการพัฒนาทักษะ ภาคธุรกิจ และประสบการณ์ตรงของผู้สูงวัย เพื่อชี้ให้เห็นว่า การปลดล็อกศักยภาพผู้สูงอายุให้มีส่วนร่วมในโลกการทำงานอย่างมีคุณค่า จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่การทำให้ทักษะและประสบการณ์เดิม “มองเห็นและพิสูจน์ได้” การสร้างเงื่อนไขให้นายจ้าง “อยากจ้างและจ้างได้จริง” ไปจนถึงการออกแบบเส้นทางการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถ “ไปต่อได้” ตามความพร้อมและศักยภาพของแต่ละคน
มิติ “ฝึกได้” คุณจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) มองว่า สิ่งที่ผู้สูงอายุมีติดตัว ทั้งประสบการณ์ ทัศนคติ และวิธีทำงาน คือแต้มต่อ แต่จำเป็นต้องแปลงให้เป็นคุณค่าที่ “พิสูจน์ได้” ในสายตานายจ้าง สคช. จึงใช้กลไกการเทียบโอนประสบการณ์ การประเมินสมรรถนะ และการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อสะท้อนให้ชัดว่าผู้สูงอายุ “ทำอะไรได้” ไม่ใช่แค่ “เคยทำงานมากี่ปี” ควบคู่กับการเปิดทางให้ต่อยอดอาชีพเดิมด้วยทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือปรับเปลี่ยนไปสู่อาชีพใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม e-Workforce Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การแนะแนวอาชีพ การฝึกอบรม การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน ไปจนถึงการจับคู่ตำแหน่งงาน
มิติ “จ้างได้” ดร.ปาริชาต มั่นสกุล กรรมการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด เล่าถึงโครงการ CJ Senior Plus ที่เริ่มจากพนักงานสูงวัย 5 คน และขยายเป็นกว่า 2,000 คนในวันนี้ พร้อมย้ำว่า การจ้างผู้สูงอายุไม่ใช่การ “หยิบยื่นโอกาส” เพียงฝ่ายเดียว เพราะองค์กรเองได้ความรับผิดชอบ ความใส่ใจ และสายสัมพันธ์กับลูกค้าและชุมชนกลับมา กุญแจสำคัญคือการออกแบบงานให้เข้ากับผู้สูงอายุ ทั้งเวลาเข้างานและเวลาพักที่ยืดหยุ่น อุปกรณ์ที่ช่วยผ่อนแรง รวมถึงการดูจากความสามารถจริงมากกว่าวุฒิการศึกษา ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาหลักเกณฑ์ค่าจ้างรายชั่วโมง และทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจ้างผู้สูงอายุที่ยังผูกเงื่อนไขทั้งสัดส่วนลูกจ้าง เพดานรายได้ และอายุ ให้ยืดหยุ่นและครอบคลุมถึงผู้ที่เกษียณตั้งแต่ 55 ปี โดยหัวใจอยู่ที่การเลิกมองผู้สูงอายุเป็น “ภาระ” แล้วมองเป็น “ทุนมนุษย์”
และมิติ “ไปต่อได้” คุณอุษา เสมคำ นักแสดงสูงวัยจากภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” ถ่ายทอดประสบการณ์การเริ่มต้นทำงานใหม่ในวัยสูงอายุเป็นไปได้จริง โดยก้าวเข้าสู่งานแสดงครั้งแรกเมื่ออายุ 77 ปี หลังจากเป็นแม่บ้านและไม่เคยมีรายได้จากการทำงานด้วยตนเองมาก่อน แม้ไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดง แต่ความตั้งใจเรียนรู้และการปรับวิธีฝึกฝนให้เหมาะกับตนเองช่วยให้สามารถทำงานใหม่ได้สำเร็จ นอกเหนือจากรายได้ การทำงานยังนำมาซึ่งความเป็นอิสระ ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทุกวันนี้แม้อายุ 80 ปี ยังพร้อมเรียนรู้และทำงานต่อ
ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนอุปสรรคและข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในหลายด้าน ทั้งการทบทวนกฎหมายแรงงานและประกันสังคมให้สอดคล้องกันและมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน การปรับมาตรการจูงใจทางภาษีให้เหมาะกับบริบทการจ้างงานจริงและเอื้อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงได้มากขึ้น ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลกลางของผู้สูงอายุที่ประสงค์จะทำงาน โดยเชื่อมโยงกับระบบพัฒนาและรับรองทักษะ เพื่อสนับสนุนการจับคู่งานที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความสำคัญของการลดอคติต่อวัย (Ageism) และสร้างความเข้าใจระหว่างวัย ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใช้ประสบการณ์และศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ นับเป็นเวทีเชื่อมข้อมูลและข้อค้นพบเชิงนโยบายเข้ากับประสบการณ์จริงของผู้ที่พัฒนาทักษะ ผู้ที่จ้างงาน และผู้สูงอายุที่เริ่มต้นเส้นทางการทำงานใหม่ โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่า เป้าหมายไม่ใช่การผลักดันให้ผู้สูงอายุทุกคนทำงานต่อ แต่คือการสร้าง “ทางเลือก” ที่เหมาะกับความพร้อมและความต้องการของแต่ละคน กล่าวคือ ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลต้องมีหลักประกันที่เพียงพอ ขณะที่ผู้ที่ยังพร้อมและต้องการทำงานต้องเข้าถึงการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และงานที่เหมาะสม เพื่อสร้างรายได้และคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัยจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองผู้สูงอายุจากผู้รับสวัสดิการหรือผู้บริโภค ไปสู่การเป็น “ทุนมนุษย์” และพลังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดย วางระบบที่ทำให้ผู้สูงวัย “ฝึกได้ จ้างได้ และไปต่อได้” อย่างเป็นรูปธรรม บนหลักคิดที่ว่า อายุที่เพิ่มขึ้นไม่ควรหมายถึงโอกาสที่ลดลง
ข่าว : กองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ (กศว.)ภาพ: กลุ่มประชาสัมพันธ์และห้องสมุดสุริยานุวัตร (ปส.)