Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์ เปิดเวที “เชื่อมเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาวุฒิอาสาธนาคารสมอง กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2” ณ จังหวัดจันทบุรี

     เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท (มพท.) จัดเวที “เชื่อมเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาวุฒิอาสาธนาคารสมอง กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2ณ โรงแรมแซนดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เพื่อเสริมสร้างการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานของวุฒิอาสาฯ ในระดับพื้นที่ให้เป็นพลังสำคัญร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามเป้าหมายการพัฒนาของกลุ่มจังหวัด โดยเปิดเวทีให้วุฒิอาสาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นประเด็นการขับเคลื่อนงานของกลุ่มจังหวัด มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 70 คน ประกอบด้วย วุฒิอาสาฯ จากจังหวัดจันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ผู้บริหาร สศช. กรรมการมูลนิธิพัฒนาไท เจ้าหน้าที่ สศช. และ มพท.

     นางสาววรวรรณ  พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท กล่าวเปิดการประชุม และนำเสนอเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคตะวันออก สถานการณ์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โครงสร้างประชากร และดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ตลอดจนปัญหาและความท้าทายที่สำคัญ โดยเป้าหมายและแนวทางพัฒนาภาคตะวันออก (พ.ศ. 2566 – 2570) มุ่งสู่การเป็น ฐานเศรษฐกิจสีเขียวชั้นนำของอาเซียน ควบคู่กับการดำรงชีวิตของประชาชนที่ดี” ภายใต้ทิศทางการพัฒนา 6 ด้าน “SHARES” ได้แก่ S (S-curve and New S-curve Hub) H (High Standard Living Cities) A (Argo and Community based Tourism) R (Resilience of Nature) E (Economic Linkage) และ S (Safe Fruit, Food and Hub Cites) และเป้าหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) มุ่งสู่การเป็น “เมืองชายแดนชั้นนำแห่งคุณภาพชีวิต ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วิถีชีวิตชุมชนและวัฒนธรรม แหล่งผลไม้และเกษตรปลอดภัย” โดยมีสถานการณ์ ด้านประชากรที่สำคัญ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุ ที่ร้อยละ 21.41 ของประชากรทั้งหมด การพัฒนาคุณภาพชีวิต มีค่า HAI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศและลดลงจากปีก่อนหน้า โดยมิติที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด คือ ด้านการคมนาคมและการสื่อสาร ส่วนมิติที่เป็นจุดอ่อน คือ ด้านการศึกษา นอกจากนี้ มิติที่มีระดับการพัฒนาลดลง ได้แก่ ด้านชีวิตครอบครัวและชุมชนจากสัดส่วนคดีชีวิต ร่างกาย และเพศที่เพิ่มขึ้น และด้านเศรษฐกิจจากสัดส่วนคนจนและความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น

     ประเด็นปัญหาและความท้าทายที่สำคัญ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ GPP ของกลุ่มจังหวัดมีมูลค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภาค เนื่องจากแรงงานภาคการเกษตรส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ขณะที่จังหวัดปราจีนบุรี แม้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและมี GPP ต่อหัวสูงแต่ยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างสาขาเศรษฐกิจ และจังหวัดสระแก้ว ยังมีปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน
ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยลดลง โดยเฉพาะในจังหวัดจันทบุรีและตราด ขณะที่จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ย อัตราการเข้าเรียนต่อ ม.ปลาย/อาชีวศึกษา และคะแนนเฉลี่ย O-NET มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ยังมีทักษะต่ำ ด้านสุขภาพ จังหวัดนครนายกและจันทบุรี มีอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้น และจังหวัดสระแก้ว มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และด้านสิ่งแวดล้อม ยังประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำ และขยะ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและภาคเกษตรกรรม

     นอกจากนี้ นายครรชิต เข็มเฉลิม กรรมการ มพท. และวุฒิอาสาฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ภาคตะวันออก ผ่านโครงการ “พื้นที่ปฏิบัติการที่ยั่งยืน (SDG Lab)” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานในลักษณะ “หุ้นส่วนการพัฒนา” เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามบทบาทและศักยภาพในการรับมือกับปัญหาและความท้าทายเชิงพื้นที่ที่ซับซ้อน พร้อมปรับเป้าหมายการดำเนินงานสู่ “การสร้างโลกเย็นที่เป็นธรรม” โดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน ผ่านเครือข่ายศูนย์ข้อมูลสารสนเทศชุมชนภาคตะวันออก (สชอ.) และเวที “ตะวันออกฟอรั่ม” ทั้งนี้ มพท. จะสนับสนุนการพัฒนาต้นแบบ (Model) ความสำเร็จของวุฒิอาสาฯ เพื่อสื่อสารและขยายผลการขับเคลื่อนงานในวงกว้าง
อีกทั้ง มีข้อเสนอเพิ่มเติมให้เพิ่มจำนวนวุฒิอาสาฯ รุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดองค์ความรู้และเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน

     จากกระบวนการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อย ได้ประเด็นการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ ดังนี้ (1) การปฏิรูประบบเกษตรกรรมเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤติ มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและภาระหนี้สินของภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ การจัดทำผังการใช้น้ำและแหล่งน้ำต้นทุนในระดับตำบลและภูมินิเวศ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้พลังงานทางเลือก การยกระดับทักษะเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และการส่งเสริมเกษตรประณีต เกษตรมูลค่าสูงและสินค้า GI โดยเฉพาะสมุนไพร อาทิ กระวาน และเร่งผลักดันการทบทวนสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินและผลผลิต โดยเฉพาะพื้นที่ ส.ป.ก. ตลอดจนส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเกษตรกร (2) การพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานการท่องเที่ยววิถีชุมชน โดยมุ่งพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกระบวนการทบทวนต้นทุนและศักยภาพของพื้นที่ การกำหนดขอบเขตการดำเนินงานและกิจกรรม และร่วมออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยว ที่เปิดโอกาสให้วุฒิอาสาฯ ชุมชนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่มูลค่า อาทิ การเป็นมัคคุเทศก์สูงวัย การยกระดับพื้นที่สำคัญของชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว การผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งการจัดทำและผลักดันโครงการท่องเที่ยวชุมชนเข้าสู่กลไกกลุ่มจังหวัด และ (3) โครงการ 1 จังหวัด 1 ศูนย์การเรียนรู้เพื่อรับมือกับโรค NCDs โดยต่อยอดและยกระดับศูนย์เรียนรู้ของวุฒิอาสาฯ และเครือข่าย ผ่านการจัดทำแผนปฏิบัติการ ธรรมนูญสุขภาพชุมชน การจัดตั้งคณะทำงานประจำศูนย์ การจัดทำฐานข้อมูลผู้ป่วย/กลุ่มเสี่ยงร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพ อสม. และประชาชนในพื้นที่ โดยนำร่องผ่านศูนย์เรียนรู้ของวุฒิอาสาฯ และเครือข่าย ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ (1) ศูนย์การเรียนรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ตำบลบุพราหมณ์ จังหวัดปราจีนบุรี (2) ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชนจังหวัดจันทบุรี และ (3) ศูนย์การเรียนรู้ “อสม.ต้นแบบ” ตำบลบ้านแก้ง จังหวัดสระแก้ว

     ทั้งนี้ รองเลขาธิการฯ มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนประเด็น/โครงการดังกล่าว ควรมีการกำหนดแผนการดำเนินงาน (Roadmap) ให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนงานระยะต่อไป พร้อมทั้งให้ข้อสังเกตว่า วุฒิอาสาฯ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 เป็นกลุ่มจังหวัดแรกที่สมาชิกส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อยกว่า 60 ปี และอยู่ในช่วงอายุ 60 – 69 ปี ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความรู้และแรงบันดาลใจให้วุฒิอาสาฯ มีการขับเคลื่อนงานร่วมกันต่อไป
ในอนาคต

ข่าว/ภาพ  : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม