เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายวิชญ์พิพล ติวะตันสกุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรบรรยาย ใน หัวข้อ “แนวโน้มสถานการณ์ของประเทศไทยกับการขับเคลื่อนการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ณ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดโดย สำนักงานพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (สนร.นทพ.) ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพจริงของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มีผลกระทบเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ทั้งมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งที่มา แนวคิดและการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาในระดับต่าง ๆ ให้กับผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรขับเคลื่อนเครือข่ายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการทหาร และเจ้าหน้าที่ สนร.นทพ.
นายวิชญ์พิพล กล่าวถึงสถานการณ์และความเสี่ยงโลก (Global Situation & Risks) ว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ “การปฏิวัติเชิงโครงสร้าง” (Structural Revolution) ที่ทุกปัจจัยเสี่ยงส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกันในลักษณะวิกฤตซับซ้อน (Poly-Crisis Nexus) โดยมีความเสี่ยงระดับโลกที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่มีความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงในการขนส่งพลังงาน นำไปสู่ภาวะ Energy Shock ที่ดันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง ส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดเงินทุน และเป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อสูงและเติบโตช้า (Stagflation) กับดักหนี้โลก (The Global Debt Trap) ยอดหนี้สาธารณะสะสมทั่วโลกพุ่งสูงแตะระดับประวัติการณ์ที่ 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศยักษ์ใหญ่ อาทิ สหรัฐฯ ที่มีหนี้สาธารณะสูงถึง 125% ของ GDP และญี่ปุ่นที่สูงถึง 230% ของ GDP ซึ่งกำลังเผชิญ “กำแพงหนี้ครบกำหนดชำระ” (The Maturity Wall) ภายในปี 2570 The Future of Work การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Co-Worker และ Agentic AI ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานระดับพื้นฐาน (Junior Roles) ในระยะ 1-5 ปีข้างหน้า และบังคับให้มนุษย์ต้องพัฒนาทักษะสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการปัญญาประดิษฐ์” (Model Manager)
สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคม (Economic and Social Situation) สำหรับด้านเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2569 ขยายตัวที่ ร้อยละ 2.8 หนี้สินครัวเรือนสะสมอยู่ในระดับสูงมากที่ร้อยละ 86.7 ของ GDP และสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 66.4 ของ GDP โดยยังมีข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจปี 2569 ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากผลกระทบการค้าโลก ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฉุดรั้งอุปสงค์ในประเทศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อผลผลิตและรายได้ของภาคเกษตรกร ด้านสังคม สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับ “4 วิกฤต” ประกอบด้วย สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ส่งผลให้อัตราพึ่งพิงสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขพุ่ง และซ้ำเติมวิกฤตหนี้สินครัวเรือนภัยคุกคามทางการเงินยุคดิจิทัล พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคอายุน้อยกว่า 25 ปี มีอัตราหนี้บัตรเครดิตพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 13.5 โดยได้รับอิทธิพลจากกลยุทธ์ “Finfluencer” และการเข้าถึงสินเชื่อออนไลน์และ Virtual Bank ได้ง่ายขึ้น การเข้ามาของ AI ต่อแรงงานไทย คาดว่าจะมีแรงงานไทยเสี่ยงจากการสูญเสียตำแหน่งงาน เช่น กลุ่มพนักงานเสมียน พนักงานบริการลูกค้า และนักวิเคราะห์ทางการเงินระดับต้น ปัญหาสุขภาพและภัยสังคม มีสถิติคดีอาญาพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 17.9 (ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับยาเสพติดและภัยออนไลน์) และประชาชนไทยยังเผชิญปัญหาเสี่ยงซึมเศร้าสูงสุดถึงร้อยละ 5.4 ควบคู่ไปกับการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น เชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus)
สถานการณ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Situation) กล่าวถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้เปลี่ยนผ่านจากโลกร้อนเข้าสู่ “ยุคโลกเดือด” (Global Boiling) ซึ่งเป็นภัยคุกคามเชิงระบบที่สร้างแรงช็อกต่อเสถียรภาพทางการเงินโดยตรง ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโลกปี 2569 (Climate Risk Index 2026) ระบุว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศสูงสุดเป็นอันดับที่ 17 ของโลก (จากเดิมอันดับ 72) โดยเผชิญอุณหภูมิร้อนทำลายสถิติทะลุ 44.2°C และยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การเกิดวิกฤตภัยแล้งและเอลนีโญ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักทั่วประเทศลดลงถึง ร้อยละ 14 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 43 จังหวัด ที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและแล้งซ้ำซากในพื้นที่เดียวกัน นำไปสู่ความไม่มั่นคงด้านอาหารและน้ำ รวมถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติกว่า 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ วิกฤตขยะพลาสติก ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ใน อันดับที่ 10 ของโลกที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุด ทำลายระบบนิเวศแนวปะการัง และเกิดการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหารย้อนกลับสู่มนุษย์
การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) เน้นย้ำว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เพียงเรื่องภาคการเกษตร แต่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาได้ในทุกระดับเพื่อรับมือวิกฤตการณ์โลก ในระดับประเทศ สศช. ได้นำหลัก SEP มาเป็นเสาหลักในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาตั้งแต่ ฉบับที่ 9 จนถึง ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) เพื่อมุ่ง “ซ่อมและเสริมรากฐาน สร้างอนาคต” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform) การปฏิรูปรัฐ (Reform) การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade) การสร้างความยั่งยืนของทรัพยากร (Sustain) และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer) นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ยั่งยืนบนฐานภูมิสังคมในทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้สูงอายุระดับภาคธุรกิจเอกชน มุ่งส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจดำเนินกิจการอย่างมีจริยธรรม คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างสมดุล (ESG) มุ่งเน้นการเติบโตในระดับที่เหมาะสมและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ พร้อมยกตัวอย่างวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ประสบความสำเร็จ ระดับชุมชน ด้วยการส่งเสริมความสามัคคีและการรวมกลุ่มแก้ไขปัญหาบนฐานทรัพยากรท้องถิ่น เช่น ชุมชนแว้ง จ.นราธิวาส ที่ใช้กลไกการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่และหลักศาสนาสร้างระบบสวัสดิการดูแลคนทุกวัยอย่างยั่งยืน ระดับบุคคลและครอบครัว รณรงค์หลักคิด “รวยก่อนแก่ ไม่ใช่แก่ก่อนรวย” ผ่านการวางแผนทางการเงิน การสร้างบัญชีเงินออมฉุกเฉิน การยกระดับทักษะความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและดิจิทัล และการพึ่งพาตนเองด้านอาหารด้วยการทำเกษตรกรรมระดับครัวเรือนเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดหลักในการลงมือปฏิบัติให้นำพาประเทศไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและรุนแรง” นายวิชญ์พิพล กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว/ภาพ : นางสาวโชโนรส มูลสภา กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)