สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี รวมกว่า 220 คน แบ่งเป็นกลุ่มภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และเยาวชน และกลุ่มภาคบ่ายร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท เปิดรับฟังความคิดเห็นจากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน
ในภาคเช้า โดยคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและผลผลิตของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงปัญหาวิกฤตสังคมสูงวัยของไทยในลักษณะ “แก่ก่อนรวย” ปัญหาพัฒนาการสมวัยของเด็กปฐมวัย และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่เริ่มตามหลังเพื่อนบ้านในบางมิติ โดยเป้าหมายภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมุ่งเน้นการซ่อมฐานรากที่อ่อนแอและสร้างโอกาสใหม่ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อแก้ข้อจำกัดเดิมที่ฉุดรั้งประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าการทำแผนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการรับฟังเสียงจากพื้นที่เพื่อให้สะท้อนทั้งปัญหาและ “ตัวอย่างความสำเร็จ” ที่ใช้งานได้จริงในแต่ละจังหวัดเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนต่อไป
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเสนอสาระสำคัญ และแนวทางพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากการที่ตัวชี้วัดหลายตัวในแผนฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุเป้าหมาย ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี พ.ศ. 2576 แนวทางการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมแซมจุดเปราะบางเสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต โดยตั้งอยู่บน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ทั้งนี้ สศช. คาดหวังว่าแผนฉบับนี้จะเป็นแผนที่ทุกภาคส่วนร่วมกันเป็นเจ้าของ และสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม จากนั้น การระดมความคิดเห็นได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา และมีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นตามความเชี่ยวชาญและความสนใจอย่างเต็มที่
ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากวุฒิอาสาธนาคารสมองและเครือข่ายการทำงาน ซึ่งเป็นภาคีสำคัญของ สศช. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่ โดยมีวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายจากทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วม ครอบคลุมสาขาความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย โดยนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท ได้กล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้นจึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา
สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้
เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยปรับ mindset เกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและสินค้าเกษตรในชุมชน เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี และส่งเสริมการกระจายอุตสาหกรรมใหม่ เช่น สุขภาพและการแพทย์ ไปยังภูมิภาค พร้อมทั้งลดต้นทุนโลจิสติกส์ การปฏิรูปกฎระเบียบและสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs และการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่และผู้มีศักยภาพเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่
เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ โดยส่งเสริมการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง หรือแอพลิเคชันที่เชื่อมงานบริการที่หลากหลาย ซึ่งเอื้อให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานหรือประชาชนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพัฒนาหลายระบบตามแต่ละหน่วยงาน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจ และส่งเสริมให้มีหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Special Delivery Unit) เพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะ ปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมาย ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ซ้ำซ้อน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเอื้อให้ภาคส่วนอื่น ๆ อาทิ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ รวมทั้งปรับปรุงกฎหมาย แนวทาง และบทบาท ของหน่วยงานตรวจสอบให้เอื้อต่อการจัดบริการสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ปฏิบัติงาน และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และพัฒนาระบบความคุ้มครองข้าราชการที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างกฎและระเบียบต่าง ๆ ความคาดหวังของนักการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชา และความคาดหวังของประชาชน
เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ มุ่งพัฒนาทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในเชิงคุณภาพเน้นการจัดมาตรการสนับสนุนครอบครัวควบคู่กับพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการดูแลเด็กในชุมชน ยกระดับระบบการศึกษาให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน การพัฒนาระบบการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล การลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบ (Zero Dropout) ส่งเสริมพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-learning space) การนำความรู้และทักษะจากประสบการณ์จริงมาใช้เทียบวุฒิการศึกษาโดยไม่ต้องผ่านห้องเรียน และพัฒนาระบบแนะแนวอาชีพตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการศึกษาและภาคแรงงาน ควบคู่กับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและการขับเคลื่อนแนวคิด Productive Welfare เพื่อให้การจัดสวัสดิการตรงกับกลุ่มเป้าหมายและเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตร ขณะเดียวกัน ในเชิงปริมาณให้ความสำคัญกับการดึงดูดแรงงานไทยทักษะสูงจากต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมาย/ระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน/ผังเมืองเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ บูรณาการภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายชุมชนในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างครอบคลุม เป็นระบบ เหมาะสมกับพื้นที่ และคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่อื่น จัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อพัฒนาระบบติดตามและเตือนภัยที่ทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนสร้างมาตรการจูงใจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการกระจายอำนาจ ทรัพยากร และการพัฒนาศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบูรณาการฐานข้อมูลกลาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการภัยพิบัติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นและประชาชน รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกโดยให้ชุมชนสามารถจัดการพลังงานได้ด้วยตนเอง และพัฒนามาตรการจูงใจให้ภาคประชาชนและเอกชนมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิต
เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริมการลงทุนด้านการเกษตรและการแพทย์ อาทิ เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารสำหรับสภาวะวิกฤต (Food for Crisis) การพัฒนาด้านการเกษตรสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีแหล่งผลิตเฉพาะ (GI) การคัดกรองและตรวจพบโรคในระยะเบื้องต้นและส่งเสริมการวิจัยและเทคโนโลยีสำหรับการแพทย์แม่นยำ นอกจากนี้ ยังควรส่งเสริมแหล่งเงินทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้แก่สตาร์ทอัพ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) การพัฒนาระบบนิเวศและค่าตอบแทนเพื่อจูงใจบัณฑิตจบใหม่ด้านนวัตกรรมให้ทำงานในประเทศ การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดเพื่อแบ่งปันข้อมูลระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน สำหรับนำไปใช้ต่อยอดนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง ผ่านการสร้างกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งต่อนวัตกรรมสู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาผู้จัดการนวัตกรรม (Registered Technology Transfer Professional: RTTP) เพื่อเป็นกลไกกลางระหว่างชุมชนกับนักวิจัย รวมถึงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นงานวิจัยเพื่อผลักดันนวัตกรรมจากชุมชน
ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป
ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)