ตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หารือกับคณะทำงานบูรณาการความร่วมมือสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคม เกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบายในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมเพื่อเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาระดับจังหวัด โดยเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มอบหมายให้ นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับนางสาวจันทวรรณ วรรธนะพงษ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานการพัฒนาภาค (กยภ.) พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ สศช. จำนวน 10 คน เข้าร่วมหารือ ซึ่งมีการหารือไปแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 และ 26 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 521 สศช. โดยมีรายละเอียดการหารือ ดังนี้
การหารือครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 คณะทำงานฯ ภาคประชาสังคม นำโดย ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ นายอนุกูล ปีดแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุจิตต์ ไตรพิทักษ์ กรรมการกำกับทิศงานบูรณาการเครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการและภาคประชาสังคม ที่ประชุมหารือข้อเสนอฯ 3 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นแรก การปรับปรุงองค์ประกอบของผู้แทนจากภาคประชาสังคมในคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) และการปรับปรุงกระบวนการสรรหาผู้แทนภาคประชาสังคมใน ก.บ.จ. โดยคณะทำงานฯ เสนอเพิ่มจำนวนขั้นต่ำของผู้แทนจากภาคประชาสังคมเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้แทนภาคประชาสังคมที่หลากหลาย และเพียงพอต่อการผลักดันประเด็นการพัฒนาของกลุ่มเปราะบางในแต่ละด้าน รวมทั้งเสนอให้มีคณะกรรมการสรรหาจากภาคประชาสังคมในการเลือกผู้แทนให้มีที่มาจากทุกกลุ่ม เพื่ออุดช่องว่างการใช้ดุลยพินิจในการเลือกผู้แทนภาคประชาสังคมโดยส่วนราชการ ประเด็นที่สอง การสนับสนุนงบประมาณจากแผนจังหวัดแก่ภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการร่วมจัดบริการสาธารณะ โดยขอให้กำหนดนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติในการกำหนดสัดส่วนงบประมาณด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในแผนพัฒนาจังหวัด และกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ สามารถเป็นหน่วยรับงบประมาณเพื่ออุดหนุนให้แก่ภาคประชาสังคมผ่านระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง และประเด็นที่สาม การออกมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคประชาสังคม เนื่องจากสถานะทางกฎหมายขององค์กรภาคประชาสังคมที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ยังคงถูกตีความในฐานะผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างทำของ ซึ่งก่อให้เกิดภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อันไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา จึงเสนอให้มีการพิจารณาออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรแก่องค์กรภาคประชาสังคมสำหรับรายรับที่เกิดจากเงินอุดหนุนของรัฐ เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์หรือบริการสาธารณะแทนรัฐ
ผลการหารือในประเด็นแรกที่ประชุมมีความเห็นว่าควรกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือก คุณสมบัติและสัดส่วนผู้แทนภาคประชาสังคมใน ก.บ.จ. ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยคำนึงถึงคุณลักษณะที่ต้องการควบคู่กับการเพิ่มจำนวนผู้แทน พร้อมทั้งควรวิเคราะห์อุปสรรคในการได้มาของผู้แทนเพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอบนหลักฐานเชิงประจักษ์ สำหรับประเด็นที่สอง รองเลขาธิการฯ เห็นว่าภาคประชาสังคมควรชูบทบาทการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนากับภาครัฐ โดยจัดทำโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเป้าหมายการพัฒนาของพื้นที่ พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากแหล่งงบประมาณ (Source of fund) ที่หลากหลายจากหน่วยงานและกองทุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในระยะยาว เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติยกระดับการบริหารงานให้ทันสมัย พ.ศ. … ออกมาบังคับใช้แล้ว จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐสามารถให้เงินอุดหนุนแก่ภาคประชาสังคมในการจัดบริการสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ผอ.กยภ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้กำหนดสัดส่วนงบประมาณของจังหวัดในโครงการด้านคุณภาพชีวิตไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนว่าทรัพยากรส่วนใหญ่ได้มุ่งสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว และประเด็นที่สาม ที่ประชุมเห็นควรให้คณะทำงานฯ หารือกับกรมสรรพากรเพื่อให้ได้ข้อยุติที่เหมาะสม พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้คณะทำงานฯ จัดทำข้อมูลผู้แทนภาคประชาสังคมในทุกจังหวัดให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม และจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมฯ ให้ยึดโยงกับการจัดตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้แทนภาคประชาสังคมเข้าสู่กลไก ก.บ.จ. อันจะนำไปสู่การคลายข้อจำกัดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและเกิดกระบวนการสรรหาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก่อนจะขอเข้าพบ สศช. อีกครั้งเพื่อหารือข้อสรุปร่วมกัน
การหารือครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 คณะทำงานฯ นำโดย นายอนุกูล ปีดแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว ประธานอนุกรรมการด้านแผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการกำกับทิศงานบูรณาการเครือข่าย สสส. พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการและภาคประชาสังคม โดยคณะทำงานฯ ได้จัดทำหลักการและเหตุผลเพื่อสนับสนุนข้อเสนอ การปรับปรุงองค์ประกอบของผู้แทนจากภาคประชาสังคมในคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) และการปรับปรุงกระบวนการสรรหาผู้แทนภาคประชาสังคมใน ก.บ.จ. ประกอบด้วย ประเด็นแรก การเพิ่มผู้แทนภาคประชาสังคมใน ก.บ.จ. จากจำนวนขั้นต่ำ 4 คน เป็นจำนวน 8 คน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยจำนวนผู้แทนภาคประชาสังคมที่เป็นกรรมการ ก.บ.จ. ทั่วประเทศ และมีจำนวนผู้เชี่ยวชาญเพียงพอในการกลั่นกรองโครงการที่เกี่ยวกับกลุ่มเปราะบาง ประเด็นที่สอง การปรับปรุงคุณสมบัติของผู้แทนภาคประชาสังคมให้มีประสบการณ์ด้านพัฒนาสังคม ชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมในจังหวัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และยกเลิกคุณสมบัติการมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความเข้าใจเชิงลึกกับปัญหา รวมถึงบริบทแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และประเด็นที่สาม การกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีกระบวนการสรรหาผู้แทน โดยใช้การประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัดเป็นกลไกในการสรรหาและคัดเลือกผู้แทนจากกลุ่มภาคประชาสังคมอื่น ๆ และให้สำนักงานจังหวัดร่วมเป็นเลขานุการ เนื่องจากเป็นกลไกที่มีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 รองรับอยู่แล้ว อีกทั้งโครงสร้างของสภาองค์กรชุมชนยังครอบคลุมตั้งแต่ระดับตำบลถึงระดับจังหวัด ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการสรรหาเป็นระบบ โดยมีสำนักงานจังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการเพื่อเป็นข้อต่อให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธาน ก.บ.จ.
ผลการหารือครั้งที่ 2 ในประเด็นแรกที่ประชุมมีความเห็นว่า การเพิ่มจำนวนขั้นต่ำของผู้แทนภาคประชาสังคมใน ก.บ.จ. ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงคุณภาพและความเชี่ยวชาญของผู้แทนได้ จึงควรให้ความสำคัญกับคุณสมบัติที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่เป็นหลัก รวมถึงจำนวนกรรมการที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการประชุมและกระบวนการตัดสินใจที่ล่าช้า ส่วนประเด็นที่สองการกำหนดคุณสมบัติผู้แทนภาคประชาสังคม โดยให้มีประสบการณ์การทำงานไม่น้อยกว่า 3 ปี คณะทำงานฯ อาจวิเคราะห์จากความเชี่ยวชาญของผู้แทนฯ ที่อยู่ใน ก.บ.จ. ในปัจจุบัน เพื่อพิจารณาความเหมาะสม และนำมาออกแบบคุณสมบัติของผู้แทนฯ ซึ่งต้องมีการกำหนดนิยามของผลงาน และคุณสมบัติขององค์กรที่จะรับรองประสบการณ์ของภาคประชาสังคมให้ชัดเจน รวมทั้งคงหลักเกณฑ์การมีชื่อในทะเบียนบ้านในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 ปีไว้ เพื่อเป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงความเข้าใจในบริบทพื้นที่ ไม่ใช่เพียงผู้ย้ายเข้ามาปฏิบัติงานชั่วคราว สำหรับประเด็นที่สามการปรับปรุงกระบวนการสรรหา ที่ประชุมเห็นว่าสภาองค์กรชุมชนอาจยังไม่เหมาะสมที่จะเป็นกลไกหลักในการคัดเลือกผู้แทน เนื่องจากยังไม่ครอบคลุมภาคประชาสังคมทุกกลุ่ม อาทิ มูลนิธิและสมาคมต่าง ๆ และกลุ่มพลังพลเมือง จึงอาจทำให้ภาคประชาสังคมที่ไม่ใช่องค์กรชุมชนไม่มีโอกาสเสนอความเห็นหรือออกเสียงในการคัดเลือกผู้แทน
ในการนี้ คณะทำงานฯ จะดำเนินการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลผู้แทนภาคประชาสังคมใน ก.บ.จ. แต่ละจังหวัดในปัจจุบัน เพื่อใช้ในการสรรหาและกำหนดองค์ประกอบของผู้แทนภาคประชาสังคมให้ครอบคลุมกลุ่มที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน อาทิ สัดส่วนผู้แทนชายและหญิง สัดส่วนระหว่างสภาองค์กรชุมชนกับภาคประชาสังคมกลุ่มอื่น และการกระจายตัวของผู้แทนในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาหารือร่วมกับ สศช. อีกครั้งหนึ่ง และจะดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) เพื่อพิจารณาปรับปรุงระเบียบต่อไป
ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (สศช.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล