สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด ทั่วประเทศ โดยได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอมารี บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมรวมกว่า 350 คน การรับฟังความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงภาคเช้า เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ส่วนช่วงภาคบ่าย เป็นกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเยาวชน เพื่อสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างรอบด้าน
ในภาคเช้า นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญของประเทศ อาทิ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด การลดลงของกำลังแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ทั้งนี้ แม้ว่าพื้นที่กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออก 1 จะมีการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระดับหนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน การดำเนินงานอย่างสอดประสาน และการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยมี “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน”
นอกจากนี้ นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอสาระสำคัญและแนวทางการพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญ อันเนื่องมาจากตัวชี้วัดหลายประการในแผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบันยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย รวมทั้งความเสี่ยงจากบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ดังนั้น ร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงกำหนดเสาหลักการพัฒนา 5 ประการ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อซ่อมจุดเปราะบาง เสริมรากฐานให้มั่นคง และสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสของประเทศสำหรับอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของแผน จากนั้นจึงเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม โดยได้แบ่งออกเป็นห้องย่อยตาม 5 เสาหลักการพัฒนา
ภาคบ่าย ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จากเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายและการพัฒนาในระยะยาว โดยนายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลังจากนั้น จึงเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นในทุกประเด็นของเสาหลักการพัฒนา
สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย มีความเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้
เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรมุ่งปรับภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ท่าเรือและระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งส่งเสริมพลังงานทดแทน และการจัดการของเสีย ตลอดจนพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ พร้อมทั้งยกระดับทักษะและปรับทัศนคติการทำงาน รวมทั้งปรับนิยาม SMEs ที่เดิมอิงจากจำนวนการจ้างงานและรายได้ ให้สะท้อนรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการสนับสนุนได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริมธรรมาภิบาลทางธุรกิจในทุกขนาดกิจการ
เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ ต้องเริ่มจากการกระจายอำนาจและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น พร้อมปรับบทบาทรัฐให้เป็นผู้อำนวยความสะดวก ลดการทำงานแบบแยกส่วน และเปิดพื้นที่ให้เกิดนวัตกรรมในการทำงาน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงหรือทบทวนกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมทั้งมีกลไกป้องกันการผูกขาดเพื่อส่งเสริมการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นอกจากนี้ ควรเร่งพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐสู่ดิจิทัลและสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใสผ่าน Open Data/Open Government และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยลดปัญหาทุจริตและระบบอุปถัมภ์ในสังคม
เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สภาองค์กรชุมชนจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลประชาชนในทุกมิติเพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนตั้งแต่ระดับชุมชนการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพื้นที่เข้าสู่ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ รวมถึงการปรับเกณฑ์สิทธิประโยชน์การลงทุนเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมด้านการศึกษา พร้อมทั้งทบทวนแนวคิดการพัฒนาที่เน้นจำนวนประชากรเป็นหลัก นอกจากนี้ เสนอให้ขยายช่องทางการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน และปฏิรูปการศึกษาโดยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ลดภาระงานครู และปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะแห่งอนาคต สำหรับด้านประชากร เสนอให้ขยายวันลาคลอด เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรแบบขั้นบันได สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับเด็กแรกเกิด และพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนให้ปลอดภัย ควบคู่กับการปรับค่าจ้างให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ
เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ โดยเชื่อมโยงโครงข่ายกักเก็บน้ำระหว่างพื้นที่เพื่อป้องกันภาวะล้มละลายทางน้ำ (Water bankruptcy) ในด้านการจัดการมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 เสนอให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตในสถานประกอบการที่ก่อมลพิษ เช่น โรงโม่หิน ควบคู่กับพัฒนามาตรฐานและระบบการตรวจวัดมลพิษให้มีความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยภาคเอกชนในพื้นที่สนับสนุนงบประมาณ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เพิ่มเติมมาตรการรองรับการย้ายถิ่นฐานของประชากรอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ในระดับพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนและกำหนดแนวทางการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ
เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรมุ่งส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่ไทยยังพึ่งพาจากต่างประเทศ อาทิ ด้านการแพทย์สมัยใหม่อย่างการทดสอบทางพันธุกรรม (Genetic testing) ด้านการจัดการภัยพิบัติ ด้านการเกษตร และด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสีเขียวและคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับนวัตกรรมเป้าหมาย โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและการใช้นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการสนับสนุนงบประมาณในการต่อยอดงานวิจัย การมีกลไกการจับคู่ความต้องการระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้นวัตกรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมเทคโนโลยีที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรม (Thai Innovation List) ตลอดจนการจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลกลางและศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ด้านสิทธิบัตรและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยทุกความคิดเห็นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะร่วมซ่อมรากฐานและสร้างอนาคตประเทศ มุ่งยกระดับผลิตภาพ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป
ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)