Accessibility

Accessibility Options

เลขาธิการ สศช. บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Next Wave, Economic Momentum” พร้อมกางยุทธศาสตร์ “Next Wave” รับมือปัจจัยเสี่ยงโลกปี 69 ในงาน K WEALTH FORUM 2026

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Next Wave, Economic Momentum” ภายในงานสัมมนา K WEALTH FORUM 2026 จัดโดยธนาคารกสิกรไทย โดยได้นำเสนอข้อมูลทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนของบริบทโลก ณ ห้องบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอทเซ็นทรัลเวิลด์

เลขาธิการฯ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ที่มีการขยายตัวถึงร้อยละ 2.5 ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นอย่างเด่นชัดจากร้อยละ 1.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยสามารถรอดพ้นจากภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ได้สำเร็จ หลังจากที่ไตรมาส 3 มีอัตราการเติบโตแบบ QoQ ติดลบร้อยละ 0.7 แต่กลับมาพลิกเป็นบวกร้อยละ 1.9 ในไตรมาสสุดท้าย

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 เติบโตเกินคาดการณ์ ประกอบด้วย

การลงทุนภาครัฐ : ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 13.3 จากการปรับแผนงบประมาณลงสู่โครงการลงทุนขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ
การลงทุนภาคเอกชน : ขยายตัวร้อยละ 6.5 โดยมีการก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมเติบโตโดดเด่นถึงร้อยละ 12
ภาคการส่งออก : มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยเดือนมกราคม 2569 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 24.4 ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4-5 ปี
สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศช. คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 – 2.5 โดยมีสมมติฐานค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วง 31.0 – 32.0 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ : ปัญหาความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่ยังคงยืดเยื้อ
สงครามทางการค้า (Trade War) : การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นและการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
ความไม่แน่นอนของนโยบาย : ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพราคาพลังงาน

เลขาธิการฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำคัญของไทยในกลุ่ม อุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่ามูลค่าการส่งออกเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัวดีตามทิศทางการลงทุนของโลก ในอุตสาหกรรม AI ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่า และเพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เลขาธิการฯ ได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการใน 5 มิติหลัก ดังนี้

1. รักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมือง เร่งรัดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และรักษาวินัยการคลังเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ

2. ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน ผ่านระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุน และมุ่งเน้นสิทธิประโยชน์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local Value Added)

3. ส่งเสริมภาคการส่งออก ขยายตลาดใหม่ เจรจา FTA (เช่น ไทย-EU) และช่วยเหลือผู้ประกอบการในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

4. ยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง พัฒนาเมืองรอง พร้อมจัดการปัญหา PM2.5 และภัยธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

5. แก้ไขปัญหาหนี้สินและสินเชื่อ ดำเนินมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือน และสนับสนุนสภาพคล่องให้แก่ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้าโลก

เลขาธิการฯ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า “ความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานรากเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน”