ข่าวสาร
ข่าวสาร/กิจกรรม
สภาพัฒน์ เปิดเวทีระดมความคิดเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ จังหวัดพะเยา
(จำนวนผู้เข้าชม  709)
วันนี้ (14 ธันวาคม 2564) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนและภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ณ โรงแรม เคเอ็ม กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา โดยนางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมระดมความเห็นต่อ "ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570)" โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย หน่วยราชการส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจเอกชน เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการ เข้าร่วมประชุมจำนวนประมาณ 60 คน อาทิ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัด ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2  ผู้จัดการบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดพะเยา จำกัด  ประธาน Young Smart Farmer จังหวัดพะเยา  สมาคมเครือข่ายสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา

การจัดประชุมในครั้งนี้เป็นการนำเสนอรายละเอียดร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ต่อเนื่องจากเวทีที่ สศช. ได้ดำเนินการมาในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2564 เพื่อรับฟังความเห็นต่อกรอบของแผนฯ โดย สศช. ได้นำข้อเสนอแนะจากการระดมความเห็นทุกเวทีมาปรับปรุงกรอบของแผนฯ ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากนั้นได้กำหนดเป้าหมายหลักของการพัฒนาในระยะ 5 ปีของแผน รวมทั้งสิ้น 5 เป้าหมาย และรายละเอียดหมุดหมายการพัฒนาสำคัญรวม 13 หมุดหมาย เพื่อให้แผนฯ สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง สศช. จึงได้นำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ในรายละเอียดมาระดมความเห็นร่วมกับภาคีการพัฒนาในกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม และกลุ่มเฉพาะในส่วนกลาง 7 กลุ่มอีกครั้ง จึงเป็นที่มาของการประชุมในครั้งนี้

วัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ให้กับสาธารณชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคีการพัฒนาต่าง ๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคีการพัฒนาในระดับพื้นที่/กลุ่มเฉพาะ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ทั้งในระดับภาพรวม ได้แก่ เป้าหมาย กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ และแนวทางหลักในร่างแผนฯ และระดับหมุดหมาย ได้แก่ เป้าหมาย ตัวชี้วัด และกลยุทธ์ในแต่ละหมุดหมาย ให้มีความสมบูรณ์และสอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละภาคส่วนได้อย่างแท้จริง

นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ รองเลขาธิการฯ นำเสนอร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 สรุปสาระสำคัญได้ว่า แผนฯ 13 มีเป้าหมายหลักของการพัฒนาในระยะ 5 ปีของแผนรวม 5 เป้าหมาย ได้แก่ ก(1) การปรับโครงสร้างการผลิตสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยรายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นจาก 7,050 เหรียญสหรัฐในปี 2563 เป็น 8,800 เหรียญสหรัฐในปี 2570  (2) การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ โดยดัชนีการพัฒนามนุษย์เพิ่มขึ้นจาก 0.777 ในปี 2562 เป็น 0.820 ในปี 2570  (3) การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม โดยความแตกต่างของความเป็นอยู่ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงสุดร้อยละ 10 และต่ำสุดร้อยละ 40 ลดลงจาก 5.66 เท่าในปี 2562 เหลือต่ำกว่า 5 เท่าในปี 2570  (4) การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน โดยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมครอบคลุมสาขาพลังงานและขนส่ง อุตสาหกรรม และการจัดการของเสีย ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 จากการปล่อยในกรณีปกติ ภายในปี 2570  (5) การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง ภายใต้บริบทโลกใหม่ โดยขีดความสามารถของการปฏิบัติตามกฎอนามัยระหว่างประเทศและการเตรียมความพร้อมฉุกเฉินด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 85 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 90 ในปี 2570 อันดับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเฉลี่ย 5 ปี ลดลงจาก 36.8 ในช่วงปี 2558-2562 เป็นไม่ต่ำกว่า 40 ในช่วงปี 2566-2570 อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 39 ในปี 2563 เป็นอันดับที่ 33 ภายในปี 2570 และอันดับประสิทธิภาพของรัฐบาลปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 20 ในปี 2564 เป็นอันดับที่ 15 ในปี 2570

รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า เพื่อถ่ายทอดเป้าหมายหลักไปสู่ภาพของการขับเคลื่อนที่ชัดเจนในลักษณะของวาระการพัฒนา (Agenda) ที่เอื้อให้เกิดการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วนในการผลักดันการพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงได้กำหนดหมุดหมายการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 จำนวน 13 ประการ โดยแบ่งเป็น 4 มิติ ได้แก่

1. มิติภาคการผลิตและบริการเป้าหมาย ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง หมุดหมายที่ 2 ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน หมุดหมายที่ 3 ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก หมุดหมายที่ 4 ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง หมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค หมุดหมายที่ 6 ไทยเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของอาเซียน

2. มิติโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 7 ไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูง และสามารถแข่งขันได้ หมุดหมายที่ 8 ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน หมุดหมายที่ 9 ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และคนไทยทุกคนมีความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอ เหมาะสม

3. มิติความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ หมุดหมายที่ 11 ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

4. มิติปัจจัยผลักดันการพลิกโฉมประเทศ ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 12 ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต และหมุดหมายที่ 13 ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน

รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ภายหลังการระดมความเห็นในครั้งนี้ สศช. จะนำความคิดเห็น
ที่ได้จากการประชุมมาประมวลและปรับปรุงร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 
แล้วนำเสนอต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลังจากนั้นจะเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้แผนฯ อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2565 ต่อไป 

สำหรับการประชุมระดมความคิดเห็นร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ณ จังหวัดพะเยาในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ การปรับแก้ไขกฎหมายที่ช่วยหนุนเสริมให้จังหวัดพะเยาสามารถนำจุดเด่นของพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) มาเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของการพัฒนาการเกษตร การส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมในการจัดสวัสดิการและบริการทางสังคมให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มในพื้นที่ การส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมทักษะ EQ มากกว่า IQ การยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป และการตลาด การเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุที่เหลือจากเกษตรกรรมซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรและลดปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุจากเกษตรกรรม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยกำหนดให้เป็นนโยบายระดับชาติและระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถแสดงความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของ สศช. ได้ทางเว็บไซต์ www.nesdc.go.th, Facebook สภาพัฒน์, Twitter สภาพัฒน์, Line สภาพัฒน์ Update, Email : plan13@nesdc.go.th และ ตู้ ปณ.49 ปทฝ.หลานหลวง กรุงเทพฯ 10102

ภาพ/ข่าว กองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 962 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
โทรศัพท์ : 02-2804085 (40 คู่สาย) แฟกซ์ : 0-2281-3938 E-mail : pr@nesdc.go.th , webmaster@nesdc.go.th
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์