Accessibility

Accessibility Options

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ณ โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวนประมาณ 155 คน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคประชาสังคม โดยที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในภาพรวม อาทิ ควรให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความมั่นคงให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดตามลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาและกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและคาร์บอนต่ำ การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง และการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับการลงทุนภาคอุตสาหกรรม

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ การปรับบทบาทภารกิจภาครัฐให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนา พร้อมทั้งส่งเสริมหลักธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการกำหนดตัวชี้วัด เพื่อตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน ผลักดันการกระจายอำนาจ ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และระบบภาษีให้เอื้อต่อการพัฒนา และรวมศูนย์ระบบฐานข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการพัฒนาสุขภาวะทั้งด้านร่างกายและจิตใจ การปรับระบบสวัสดิการสังคมให้มีประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยพัฒนาทักษะใหม่ให้แก่แรงงานและผู้สูงวัย รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ เพื่อเสริมสร้างทุนมนุษย์ให้มีศักยภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างยั่งยืน

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยจัดทำแผนแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรสีเขียวและการพัฒนาอย่างสมดุล การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รวมถึงกำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีและกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

และเสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างมียุทธศาสตร์ โดยกำหนดสาขาเป้าหมายที่ชัดเจนและลงทุนในเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับทิศทางโลก พร้อมทั้งเชื่อมโยงงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาไปสู่การใช้ประโยชน์จริงเชิงพาณิชย์ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรให้เข้าถึงทุนวิจัยและตลาดมากขึ้น รวมทั้งสร้างแรงจูงใจด้านการลงทุนและมาตรการเปิดตลาดต่างประเทศ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาเพื่อยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ การปรับเป้าหมายและทิศทางของแผนให้มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยเน้นการกำหนดประเด็นปัญหา (Issue-based) มากกว่าการกำหนดภาพกว้างเชิงนามธรรม พร้อมทั้งเร่งปฏิรูประบบราชการและการแบ่งภารกิจระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนแผน และควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงาน การติดตามประเมินผล และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเหมาะสม รวมถึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิงลึกในแต่ละเสา เพื่อให้การจัดทำแผนมีความรอบด้านและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง


ข่าว/ภาพ : สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง (สพก.)