เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (The 27th GMS Ministerial Conference) ณ โรงแรมแชงกรี-ลา ประเทศไทย โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS ฝ่ายไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายเชียง ยานารา รัฐมนตรีอาวุโสผู้รับผิดชอบภารกิจพิเศษ และรองประธานคนที่สอง สภาเพื่อการพัฒนาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา นายเหลียว หมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายสุลีวัด สุวันนะชุมคำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายธาน ซิน ลวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นายจั้น ก๊วก เฟือง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายสก็อต มอร์ริส รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศสมาชิก แผนงาน GMS และผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา
การประชุมระดับรัฐมนตรีฯ ประกอบด้วยการประชุมอย่างเป็นทางการ (Plenary) และการประชุมแบบไม่เป็นทางการ (Retreat) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสในการหารือเชิงนโยบายและการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสำคัญของแผนงาน GMS อย่างรอบด้าน โดยเน้นย้ำการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่น สนับสนุนวิสัยทัศน์ร่วมของอนุภูมิภาคในการ “เป็นอนุภูมิภาคที่มีการบูรณาการมากขึ้น มีความเจริญรุ่งเรือง มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ และไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง” ผ่านการดำเนินงานภายใต้กรอบยุทธศาสตร์แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พ.ศ. 2573 (GMS 2030) ซึ่งเป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้า การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนของอนุภูมิภาค
ในโอกาสนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนงาน GMS พร้อมทั้งขอบคุณคณะทำงานด้านความร่วมมือสาขาต่าง ๆ สำหรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมฯ ยังได้หารือประเด็นเชิงบูรณาการข้ามสาขา โดยมีความคืบหน้าสำคัญ ได้แก่ (1) การเสริมบทบาทรัฐบาลท้องถิ่นผ่านเวทีความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ Economic Corridors’ Forum Governors’ Forum และ Sub-corridor Forums เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองและการเชื่อมโยงกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (2) การดำเนินงานด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะการยกระดับทักษะบุคลากรและการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว และ (3) การขับเคลื่อนประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ผ่านการจัดทำกรอบการดำเนินงาน การทบทวนตัวชี้วัด และการเสริมสร้างขีดความสามารถของการดำเนินงานให้มีความครอบคลุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น
ในการนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอทิศทางความร่วมมือภายใต้แผนงาน GMS ในระยะต่อไปโดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การรับมือปัญหาเร่งด่วนของอนุภูมิภาค อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ มลพิษทางอากาศ และการจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหา (2) การเสริมสร้างการเชื่อมโยงทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล โดยอาศัยการต่อยอดจากความตกลง Cross-Border Transport Facilitation Agreement และการใช้แพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศของไทย อาทิ National Digital Trade Platform (NDTP) PromptTrade และ PromptBiz เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่ง และ (3) การขยายความร่วมมือระหว่างกรอบอนุภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ ACMECS MLC IMT-GT และ BIMSTEC เพื่อให้การพัฒนามีความเชื่อมโยงและสนับสนุนกันมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ เพื่อร่วมกันรับมือความท้าทายและผลักดันการเชื่อมโยงและการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในอนุภูมิภาค
การประชุมครั้งนี้ยังได้รับรองเอกสารผลลัพธ์จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) แถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 แผนงาน GMS (2) เอกสารกรอบการลงทุนระดับภูมิภาค แผนงาน GMS ปี 2569 – 2571 และ (3) เอกสารยุทธศาสตร์เพื่อการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในแผนงาน GMS ซึ่งเอกสารทั้งสามฉบับจะเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในระยะต่อไป เพื่อให้การดำเนินงานของประเทศสมาชิกมีความสอดคล้อง เชื่อมโยง และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพ : เมฐติญา วงษ์ภักดี/กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ