Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์จัดเวทีเชื่อมเครือข่ายวุฒิอาสาธนาคารสมองกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กับการขับเคลื่อนการพัฒนาโดยภาคประชาสังคมด้วยแพลตฟอร์ม TISEP

     เมื่อวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาไท (มพท.) จัดเวทีเชื่อมเครือข่ายวุฒิอาสาธนาคารสมองกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กับการขับเคลื่อนการพัฒนาโดยภาคประชาสังคมด้วยแพลตฟอร์ม TISEP เพื่อให้วุฒิอาสาธนาคารสมอง ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม และภาคส่วนต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาทักษะความรู้และความเข้าใจการใช้งานแพลตฟอร์ม TISEP ประมวลผลข้อมูล รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มการทำงานและสร้างเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่ของวุฒิอาสาฯ ในการเป็นพลังร่วมพัฒนาประเทศ โดยเปิดเวทีระดมความคิดเห็น ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 100 คน ประกอบด้วย วุฒิอาสาฯ จากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ) และเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ และร้อยเอ็ด ในฐานะพื้นที่ปฏิบัติการด้านการสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนรัฐร่วมจัดบริการลดความเหลื่อมล้ำในประชากรกลุ่มเปราะบางที่รัฐมีข้อจำกัดในการดูแล ที่ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

     วันแรก : การประชุมเชิงปฏิบัติการ “การใช้งานแพลตฟอร์ม TISEP ขับเคลื่อนหุ้นส่วนพัฒนาจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยนางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท กล่าวเปิดการประชุม โดยฉายภาพให้เห็นฐานข้อมูลดิจิทัลชุมชนเข้มแข็งที่จัดทำขึ้นในชื่อ แพลตฟอร์ม TISEP (Thailand Integrated Social Ecosystem Platform) ซึ่งรวบรวมและแสดงข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาตั้งแต่ระดับจังหวัด ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด รายได้ต่อหัวของประชากร โครงสร้างประชากร โครงสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด จำนวนคนจน เส้นความยากจน อีกทั้งบอกสถานการณ์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัด ผ่านตัวชี้วัดการพัฒนาคนตามดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ระดับอำเภอ ประกอบด้วย ข้อมูลตัวชี้วัดชุมชนเข้มแข็ง โดยพิจารณาความเข้มแข็งที่สะท้อนผ่านทุนและกระบวนการพัฒนา และผลลัพธ์การพัฒนาที่เกิดขึ้น และระดับตำบล ที่แพลตฟอร์มได้รวบรวมและแสดงผลการขับเคลื่อนของ Stakeholder ในพื้นที่ อาทิ สภาองค์กรชุมชน โครงการบ้านมั่นคง และโครงการบ้านพอเพียงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) พื้นที่สุขภาวะของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และธรรมนูญสุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจำนวนผู้ได้รับเบี้ยผู้พิการ ผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการ และเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด จากข้อมูลดังกล่าว สามารถวิเคราะห์โดยใช้กรอบคิดแบบ 5W1H เพื่อหาประเด็นหลักที่ต้องการขับเคลื่อนของวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายภาคประชาสังคมแต่ละจังหวัด ในลักษณะของการแก้ปัญหาหรือพัฒนาต่อยอดจากทุนการขับเคลื่อนที่มีอยู่ในพื้นที่ บนฐานของการวิเคราะห์ข้อมูล ก่อนนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอโครงการต่อไป

    ต่อมาเป็นการนำเสนอภาพรวมการใช้แพลตฟอร์ม TISEP ขับเคลื่อนหุ้นส่วนพัฒนาจังหวัดด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยนายวัชรพล ว่องนิยมเกษตร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ประกอบด้วย ที่มา แนวคิดของแพลตฟอร์ม TISEP และข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่รวบรวมไว้ในแพลตฟอร์ม TISEP จำแนกเป็น (1) ข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาของพื้นที่ในมิติเศรษฐกิจ สังคม และประชากร และ (2) ทุนในพื้นที่ ประกอบด้วย ทุนทางสังคม ทุนทางเศรษฐกิจและการเงิน และทุนมนุษย์ โดยสามารถแสดงผลเปรียบเทียบชุดข้อมูลระหว่างพื้นที่ และการประมวลผลศักยภาพของพื้นที่เป้าหมาย เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ วางแผนการพัฒนาชุมชน และเสริมสร้างความร่วมมือแบ่งปันทรัพยากรการพัฒนาระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีตัวอย่างขั้นตอนการนำไปใช้ ประกอบด้วย ขั้นแรก วิเคราะห์สถานการณ์และทุนในพื้นที่จากแพลตฟอร์ม ขั้นที่สอง ดึงประเด็นสำคัญจากสถานการณ์และทุน ขั้นที่สาม ตั้งโจทย์สำหรับแก้ปัญหา/พัฒนาต่อยอดในพื้นที่ และขั้นที่สี่ วิเคราะห์ปัญหาจากแนวคิด 5W1H

     ลำดับถัดมา เป็นการแบ่งกลุ่มย่อยทำกระบวนการทดลองใช้แพลตฟอร์ม TISEP วิเคราะห์ประเด็นปัญหาและจัดทำแนวคิดข้อเสนอโครงการภายใต้หลักฐานเชิงประจักษ์ด้วยกรอบ 5W1H ได้ตัวอย่างแนวคิดและข้อเสนอดังนี้ (1) จังหวัดอุบลราชธานี การแก้ปัญหาครัวเรือนยากจนในอำเภอดอนมดแดง การพัฒนาทักษะอาชีพให้กลุ่มผู้สูงอายุและเข้าสู่วัยสูงอายุที่รายได้น้อยหรือว่างงาน การใช้เครือข่ายเกษตรอินทรีย์เสริมสร้างองค์ความรู้และอำนาจการต่อรองแก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวในรูปของ Professional Learning Community (PLC) และการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านอุทกภัย (2) จังหวัดสุรินทร์ การพัฒนาเศรษฐกิจในกลุ่มผู้พิการ/ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะยากลำบากและผู้ติดสุรา และการลดความเสี่ยงในการเข้าสู่สถานพินิจของเด็กและเยาวชน (3) จังหวัดร้อยเอ็ด ระบบดูแลและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและครอบครัว และการเตรียมความพร้อมด้านรายได้และสวัสดิการในวัยก่อนสูงอายุ ในการนี้ วุฒิอาสาฯ และเครือข่ายภาคประชาสังคม จะนำแนวคิดและร่างข้อเสนอโครงการดังกล่าวกลับไปพัฒนาในรายละเอียด เพื่อนำไปบูรณาการร่วมกับภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ในระดับจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

     วันที่สอง : การประชุมเชิงปฏิบัติการ “เชื่อมเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาวุฒิอาสาธนาคารสมอง กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2” รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาไท ได้นำเสนอเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานการณ์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด สถานการณ์ด้านประชากรที่สำคัญ การพัฒนาคนตามดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ใน 8 มิติ อาทิ มิติด้านการศึกษา มิติด้านสุขภาพ และมิติด้านชีวิตการทำงาน พร้อมทั้งปัญหาและความท้าทายที่สำคัญ ตลอดจนการขับเคลื่อนงานของวุฒิอาสาฯ โดยกล่าวถึงเป้าหมายและแนวทางพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พ.ศ. 2566-2570) ได้ให้ความสำคัญสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการพัฒนาใน 3 มิติ ได้แก่ (1) การเป็นฐานการผลิตของประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green) (2) การเป็นประตูเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน (Gate) และ (3) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน (Growth)

     สำหรับเป้าหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (พ.ศ. 2566-2570) มุ่งเน้น “เกษตรสร้างมูลค่า ศูนย์กลางการค้า โลจิสติกส์ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เชื่อมโยงภูมิภาค สังคมคุณภาพบนพื้นฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืน” มีสถานการณ์การพัฒนาที่สำคัญ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยเกือบทุกจังหวัดมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ยกเว้นจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเพียงจังหวัดเดียวในกลุ่มจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุ ร้อยละ 18.8 ส่วนสถานการณ์การพัฒนาคน มีค่า HAI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยมิติด้านคมนาคมและการสื่อสารมีความก้าวหน้ามากที่สุด ขณะที่มิติด้านการศึกษายังเป็นมิติที่เป็นจุดอ่อน ซึ่งกลุ่มจังหวัดนี้มีปัญหาและความท้าทายสำคัญ ประกอบด้วย ด้านประชากร ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ลำพังมากขึ้น อีกทั้งคนพิการส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุในกลุ่มจังหวัดยังคงเป็นเกษตรกรที่มีรายได้ไม่แน่นอน แรงงานส่วนใหญ่ยังไม่มีหลักประกันทางสังคม ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการล่าช้ามีมากขึ้น การหลุดจากระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นข้อจำกัดการยกระดับทักษะแรงงานในพื้นที่ ขณะที่การตั้งครรภ์ของแม่วัยใสมีแนวโน้มสูงขึ้น ด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยวยังขาดความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก เกษตรกรมีการผลิตแบบเชิงเดี่ยว เนื่องจากขาดทักษะการสร้างเกษตรมูลค่า จึงทำให้มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรต่ำ ด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรยังมีข้อจำกัด เนื่องจากลักษณะดินที่อุ้มน้ำได้น้อย ส่งผลให้การกักเก็บน้ำผิวดินจากธรรมชาติไม่เพียงพอ โดยวุฒิอาสาฯ ในพื้นที่ (อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร) มีการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ การสอนศิลปะการแสดงพื้นบ้านของชาวอีสาน หรือ “ลำกลอน” ครูภูมิปัญญาไทย การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง การศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดอุบลราชธานี และการอบรมให้ความรู้เรื่องต่าง ๆ

     จากกระบวนการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อย ได้ประเด็นการขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้ (1) การลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยส่งเสริมการลดใช้สารเคมีในการทำการเกษตรเพื่อลดต้นทุน ด้วยการให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และผลเสียของการใช้สารเคมีในการเกษตรผ่านสื่อท้องถิ่น สร้างรายได้เสริมผ่านโคกหนองนาโมเดล สู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพ รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับเกษตรกรคนรุ่นใหม่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน (2) การสร้างศูนย์เรียนรู้ต้นแบบห้องเรียนอัจฉริยะอินทรีย์วิถีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ และพื้นที่เรียนรู้ตามแนวทางการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ผ่านการทำกิจกรรมแปลงเกษตรอินทรีย์ การสร้างความรู้ความเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ด้วยความร่วมมือของวุฒิอาสาฯ และเครือข่ายจากภาคส่วนต่าง ๆ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยในหลากหลายรูปแบบ

     นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจากนายครรชิต เข็มเฉลิม กรรมการ มพท. และวุฒิอาสาฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงกระบวนการการทำงานแบบภาคีเครือข่ายของวุฒิอาสาฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการจัดทำยุทธศาสตร์ร่วมของจังหวัด ที่มีการกำหนดประเด็นและเป้าหมายการพัฒนาร่วมกัน ภายใต้ประเด็นความเชี่ยวชาญของตนเอง สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและวิเคราะห์การเชื่อมโยงประเด็นกับภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ในจังหวัดก่อน จากนั้นขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ บนฐานการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยใช้กระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG Lab ที่มีการพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มตะวันออกฟอรั่ม ซึ่งเป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์จากระดับจังหวัดและเชื่อมโยงกันเป็นระดับภาค มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “ตะวันออกวิถีแห่งความสุข” และ “สู่โลกเย็นที่เป็นธรรม” ทั้งนี้ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า วุฒิอาสาฯ ควรปรับตัวในการทำงานให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้มากขึ้น

     รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ประเด็นขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ที่วุฒิอาสาฯ ระดมความเห็นร่วมกัน จะสามารถเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายในระดับกลุ่มจังหวัดที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันขับเคลื่อน เป็นการต่อยอดสิ่งที่วุฒิอาสาฯดำเนินการมาอยู่แล้ว ซึ่งภายหลังการระดมความเห็นในครั้งนี้ สศช. จะสังเคราะห์ประเด็นที่ได้เพื่อนำมาจัดทำเป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวุฒิอาสาธนาคารสมองต่อไป

ข่าว-ภาพ : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ