เมื่อวันที่ 26 – 27 ตุลาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำโดย ดร.วันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่กองยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ลงพื้นที่หารือแนวทางการขับเคลื่อนปฏิรูปภาครัฐภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ด้านการปฏิรูปภาครัฐ ในประเด็นการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมและแสงซินโครตรอน รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ณ จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีควอนตัม และ SUT Wellness Academy มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และสถาบันแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)
ในวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ลงพื้นที่ศึกษาเทคโนโลยีควอนตัม ณ ห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีควอนตัม สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมี รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic) และอาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมและการนำมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเทคโนโลยีควอนตัมเป็นการนำปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ควอนตัมมาสร้างเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ ช่วยเปิดพื้นที่การใช้งานที่เทคโนโลยีเดิมทำไม่ได้ อาทิ ด้านการแพทย์ สามารถวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลเพื่อผลิตยาใหม่ การพัฒนาเซนเซอร์ควอนตัมจะช่วยให้เครื่องมือแพทย์ตรวจวัดโรคได้ละเอียดแม่นยำขึ้น ด้านพลังงาน บริหารจัดการและปรับสมดุลการจ่ายพลังงานช่วยลดความสูญเสียในระบบสายส่งไฟฟ้าและสามารถประหยัดงบประมาณได้ ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ นำมาเป็นเครื่องมือสำหรับการประมวลผลที่รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ นำไปสู่การตัดสินใจของผู้บริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมมีขีดความสามารถในการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ ภาครัฐจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมด้าน Post Quantum Cryptography (PQC) คู่ขนานไปกับการพัฒนาตัวเทคโนโลยี เพื่อเตรียมรับภัยคุกคามจากเทคโนโลยีควอนตัม โดยในปัจจุบันมีหลายประเทศได้เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกามีการลงทุนมากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐปรับปรุงระบบให้รองรับ PQC ภายในปี ค.ศ. 2030
นอกจากนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีเครือข่ายนักวิจัยและห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัม แต่ยังขาดการสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ใช้เทคโนโลยีในภาคต่าง ๆ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนรูปแบบการลงทุนร่วม (Matching Fund) หรือการสร้างพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม (Sandbox) รวมถึงกลไกของระบบราชการยังขาดความยืดหยุ่น โดยเฉพาะระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มักไม่เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมหรือจัดหาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Deep Tech) ที่อยู่ระหว่างการทดลองหรือมีความเสี่ยง
จากนั้น ลงพื้นที่ศึกษาการขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยเยี่ยมชมการดำเนินงาน SUT Wellness Academy เป็นศูนย์บริการสาธารณสุขการแพทย์แผนไทยประยุกต์ พร้อมร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิรูปภาครัฐเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ ร่วมกับ รศ. ดร.อนันต์ ทองระอา อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พร้อมด้วยผู้บริหารศูนย์ฯ โดยการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่พบประเด็นช่องว่างทางนโยบายที่สำคัญ อาทิ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Wellness ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนตัวผู้บริหารในหน่วยงานภาครัฐ ทำให้กระบวนการผลักดันงบประมาณขาดความต่อเนื่อง กลไกการทำงานของภาครัฐยังคงแยกส่วน ทำให้การยกระดับบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพขาดเจ้าภาพหลักที่สามารถบูรณาการและขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นเอกภาพ และมีข้อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับด้านการปฏิรูปภาครัฐ อาทิ การจัดตั้งกลไกการทำงานร่วมกันแบบเบ็ดเสร็จเฉพาะพื้นที่ หรือระดับคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการยุทธศาสตร์ได้อย่างไร้รอยต่อ และการสร้างพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมและกฎระเบียบเฉพาะทาง (Sandbox) เพื่อเร่งรัดการพิจารณาขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร นวัตกรรมทางการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และการรับรองมาตรฐานสถานประกอบการให้มีความยืดหยุ่น
ในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ลงพื้นที่ศึกษาเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน ณ สถาบันแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โดยมี รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และคณะผู้บริหารสถาบันฯ นำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนและการนำมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรมด้วยการสแกนและวิเคราะห์โครงสร้างภายในของวัสดุและสารเคมีได้อย่างแม่นยำในระดับอะตอมและโมเลกุล มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ การพัฒนาแบตเตอรี่ วัสดุเคลือบผิวโซลาร์เซลล์ วัสดุตัวนำยิ่งยวด การพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ การสร้างวงจรระดับนาโน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างในการขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ อาทิ ข้อจำกัดของการกำหนดอัตรากำลังและโครงสร้างค่าตอบแทน ทำให้ประสบปัญหาในการบริหารจัดการบุคลากรของสถาบันที่ต้องการนักวิจัยที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การจัดสรรงบประมาณในรูปแบบรายปีไม่สอดรับกับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการยาวนาน ส่งผลให้การลงทุนและการวิจัยขาดความต่อเนื่อง การเข้าถึงนวัตกรรมที่ปัจจุบันอาจยังไม่แพร่หลายไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเกษตรหรือผู้ประกอบการรายย่อย
จากการศึกษาทั้งเทคโนโลยีควอนตัมและเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน มีความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีทั้งสองที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ กล่าวคือ แสงซินโครตรอนทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม อาทิ การนำแสงซินโครตรอนช่วยสนับสนุนการสร้างวงจรระดับนาโนในการสร้างอุปกรณ์และวงจรสำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัม และการใช้แสงซินโครตรอนเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างในระดับโมเลกุลแล้วนำมาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม จะช่วยให้สถาบันวิจัยและหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐสามารถพัฒนายาหรือวัคซีนสำหรับโรคอุบัติใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ กองยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการปฏิรูปภาครัฐ จะได้นำข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ข้างต้นไปวิเคราะห์และจัดทำเป็นแนวทางการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการปฏิรูปภาครัฐ ให้เกิดผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในระยะต่อไป
ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ (กยป.)