เมื่อวันที่ 5-6 ตุลาคม 2569 คณะผู้แทนไทยจาก สศช. นำโดยนางสาวอานันท์ชนก สกนธวัฒน์ รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน และผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค และคณะเจ้าหน้าที่จากกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค ได้เข้าร่วมการประชุมเวทีโลกด้านผลิตภาพการผลิตประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “From Gaps to Growth: Unlocking Productivity Across the Economy” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และธนาคารกลางคอสตาริกา (Central Bank of Costa Rica) ณ Intercontinental Hotel กรุงซานโฮเซ สาธารณรัฐคอสตาริกา โดยงานประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวนโยบายในการลดช่องว่างผลิตภาพ (Productivity Gaps) ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเชิงนโยบาย การใช้ประโยชน์จากข้อมูลระดับจุลภาค (Micro data) การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
การประชุมได้รับเกียรติจาก นายโรเคอร์ มาดริกัล-โลเปซ (Róger Madrigal-López) ประธานธนาคารกลางคอสตาริกา เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ร่วมกับ นายมาเธียส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการ OECD (ผ่านระบบวิดีโอ) และ นายสเตฟาโน สการ์เปตตา (Stefano Scarpetta) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ OECD โดยการบรรยายพิเศษ (Keynote Address) ในช่วงแรกได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์มาร์เซลา เอสลาวา (Professor Marcela Eslava) จาก Universidad de Los Andes ในหัวข้อ “Policy Distortions and Inefficient Resource Allocation” ชี้ให้เห็นว่าผลิตภาพของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของสถานประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายทุน แรงงาน และนวัตกรรมระหว่างภาคการผลิต โดยเฉพาะการลดความบิดเบือนทางนโยบายและการลดข้อจำกัดในการแข่งขันของตลาดถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข
ในการประชุมแบ่งการเสวนาออกเป็น 7 ช่วง ประกอบด้วย (1) การบิดเบือนเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ (Policy Distortions and Inefficient Resource Allocation) (2) ช่องว่างผลิตภาพการผลิตและความท้าทายเชิงนโยบายในการลดความบิดเบือน (Productivity Gaps and the Policy Challenge of Reducing Distortions) (3) ความสำคัญของข้อมูลระดับจุลภาคเพื่อการกำหนดนโยบาย (The Importance of Microdata) (4) การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) บริษัทข้ามชาติ และการเติบโตของผลิตภาพการผลิตในประเทศ (FDI, MNEs, and Domestic Productivity Growth) (5) นโยบายและการผลักดันผลกระทบส่งผ่านเชิงผลิตภาพจาก FDI (Policies and Productivity Spillovers from FDI) (6) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทักษะ และการรับมือกับช่องว่างทางทักษะใหม่ในยุค AI (AI, Skills, and Addressing Emerging Skill Gaps in the Age of AI) และ (7) ช่องว่างโครงสร้างพื้นฐานในฐานะที่มาของความเหลื่อมล้ำด้านผลิตภาพการผลิต (Infrastructure Gaps as a Source of Productivity Divergence)
ที่ประชุมได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพในยุคใหม่ว่ามีความจำเป็นต้องพึ่งพากลไกเชิงนโยบายที่หลากหลาย ได้แก่ (1) การลดความบิดเบือนเชิงโครงสร้าง ผ่านการแก้ไขปัญหาการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม การลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และการจัดการแรงงานนอกระบบ (Informality) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (2) การใช้ข้อมูลระดับจุลภาค (Microdata) ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาระบบข้อมูลระดับสถานประกอบการและแรงงาน (Firm- and Worker-level Data) เพื่อวิเคราะห์และกำหนดนโยบายผลิตภาพได้อย่างตรงจุดและแม่นยำ (3) การส่งผ่านผลกระทบจาก FDI (FDI Spillovers) ผ่านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควบคู่กับการสร้างเงื่อนไขและนโยบายที่ช่วยให้ธุรกิจภายในประเทศได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากบริษัทข้ามชาติ และ (4) การเตรียมความพร้อมต่อเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการวางกรอบนโยบายเพื่อยกระดับทักษะแรงงาน (Up-skilling/Re-skilling) เพื่อรองรับการกระจายตัวของ AI ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นในตลาด พร้อมทั้งคัดเลือกและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและคมนาคมขนส่งอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง
ทั้งนี้ ประเด็นหารือและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการประชุม GFP ดังกล่าว มีความสอดคล้องกับกรอบแนวทางการพัฒนาภายใต้ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ของ สศช. ได้แก่ เสาด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้นการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (Transform the economy) ผ่านการยกระดับผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity: TFP) โดยมุ่งเน้น (1) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต การบริการสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (2) การจัดสรรทรัพยากรไปสู่ภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด การสร้างพลวัตทางธุรกิจ (Business dynamics) และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าสู่ตลาด เติบโต ปรับตัว และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสมตลอดช่วงวัฏจักรธุรกิจ และ (3) การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทั้งกลไกภาคการเงินและภาคการคลัง
นอกจากนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้เข้าพบและร่วมหารือกับคณะผู้แทนจากกระทรวงการค้าต่างประเทศแห่งคอสตาริกา (Ministry of Foreign Trade: COMEX) นำโดย นายฟรานซิสโก มอนเฮ (Francisco Monge) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ นายดาเนียล เด ลา ครูซ (Daniel De la Cruz) รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ นางสาวมาเรีย พอลลา กัมโบอา (Maria Paula Gamboa) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และ นางสาวซินดี เมดากเลีย (Cindy Medaglia) ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของคอสตาริกาในการเข้าเป็นสมาชิก OECD (OECD Accession) ซึ่งถือเป็นประเทศแรกจากกลุ่มประเทศอเมริกากลาง และเป็นประเทศลำดับที่ 38 ล่าสุดที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ OECD ในปี 2564 โดยคอสตาริกาได้ถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่ดี นับตั้งแต่การแสดงเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก การขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การผลักดันกฎหมายสำคัญ และกลไกสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ ทั้งนี้ คอสตาริกาได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ฝ่ายไทยเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับคณะกรรมการเทคนิคต่าง ๆ (Technical Committees) โดยเฉพาะคณะกรรมการเศรษฐกิจและการพัฒนา (EDRC) การสร้างการมีส่วนร่วมกับประเทศสมาชิก OECD อย่างใกล้ชิด รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญและการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายเลขานุการ OECD ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบผลสำเร็จและให้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์อย่างมากอันจะช่วยสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทยให้ดำเนินไปได้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้
ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค