Accessibility

Accessibility Options

สศช. เข้าหารือแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในแผนฯ 14 ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เมื่อวันที่ 5 – 6 ตุลาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำโดย ดร.วันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.ปิยะนิตย์ โอนพรัตน์วิบูล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา และเจ้าหน้าที่กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ลงพื้นที่เพื่อเข้าพบผู้บริหารสถาบันการศึกษา 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อนำเสนอสาระสำคัญของเสาหลักการพัฒนาในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) โดยเน้นที่เสาการปฏิรูปภาครัฐ และได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

ในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 สศช. ได้เข้าพบผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญ์ บุญกนิษฐ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรรถการ สัตยพาณิชย์ ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน และคณะ ณ ห้องประชุมรพีพัฒน์ โดยผู้บริหาร มทร. พระนคร ได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมองกับ สศช. เกี่ยวกับการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยตามแนวทางการปฏิรูปภาครัฐในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยวางตำแหน่ง (Positioning) ของมหาวิทยาลัย ให้เป็นมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเมืองและการใช้ชีวิตของคนในเมือง (Urban Technology) และผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ ชูจุดแข็งของตนเองทั้งด้านคหกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงปรับปรุงหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคตผ่านการสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมในการทำหลักสูตรแบบตรงถึงโรงงาน (Direct-to-Workplace)

ขณะเดียวกัน มทร.พระนคร เน้นส่งเสริมงานวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเชิงพื้นที่เมือง ที่เชื่อมโยงงานวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) ให้ความสำคัญกับงานวิจัยบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อนำไปสู่ เชิงพาณิชย์ และ การประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตในการใช้ชีวิตในเมือง ที่สำคัญ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยมุ่งปรับโครงสร้างงบประมาณและการบริหารทรัพยากรบุคคลให้สามารถรับมือบริบทในปัจจุบันและอนาคต เช่น การหารายได้เพิ่มจากการบริหารทรัพย์สินและที่ดิน แต่ยังติดขัดในด้านกฎระเบียบ บริหารจัดการเพื่อปรับสัดส่วนบุคลากร โดยลดสัดส่วนบุคลากรสายสนับสนุนและเพิ่มสายวิชาการ ส่งเสริมการ Upskill/Reskill บุคลากรที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนงานที่เหมาะสม และการให้ทุนสำหรับบัณฑิตของสถาบันไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ในสาขาเทคโนโลยีอนาคต (Future Technology) ที่ขาดแคลน

จากนั้น ในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สศช. ได้เข้าพบรองศาสตราจารย์
ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พร้อมด้วย ดร.วรรณา เต็มสิริพจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และคณะ ณ ห้องประชุม AD-907 สำนักงานอธิการบดี เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ โดยผู้บริหาร มจธ. ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Sustainable & Deep Tech) โดยมีแนวทางการปรับบทบาทมหาวิทยาลัย อาทิ ผลิตบัณฑิตและการปรับปรุงหลักสูตรที่เน้น AI และรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยมุ่งเน้นการจัดหลักสูตรทั้งปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา (Degree) และประกาศนียบัตร (Non-Degree) พร้อมระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการโอนหน่วยกิต (Credit Transfer) เพื่อรองรับทุกช่วงวัย ปรับหลักสูตรที่จัดสภาพแวดล้อมและเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Pathway) และ แผนที่ทักษะสำหรับสายอาชีพ (Skill Mapping) พัฒนาแอปพลิเคชัน OneKMUTT เพื่อรวมบริการการเรียนรู้ไว้ในจุดเดียว เน้นการทำวิจัยบูรณาการข้ามศาสตร์และการบริหารงานวิจัยแบบทีมเสมือนจริง (Virtual Team) เพื่อสร้างผลกระทบสูง (High Impact) ต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินโครงการ KMUTT Social Lab เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีแก้ปัญหาชุมชนชายขอบ ลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งนี้ มจธ. เน้นการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล โดยใช้การประเมินผลอิงสมรรถนะ (Competency-Based Recruitment & IDP) กำหนดสายความก้าวหน้า (Tracks) สำหรับอาจารย์อย่างชัดเจน และปรับปรุงระบบสารสนเทศ HR (AHRIS) บริการด้วยตนเอง (Self-service) เพื่อเพิ่มความคล่องตัว เน้นการบริหารต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) และยึดหลักทุกอย่างใช้ประโยชน์ได้ (All Asset Utilization) เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

ข่าว/ภาพ: กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา