Accessibility

Accessibility Options

ปักหมุดอนาคตไทย! สศช. จัดประชุมประจำปี 2569 ชู “แผน 14” เป็นวาระร่วมของชาติ เดินหน้า “ซ่อม-เสริม-เลิก-สร้าง” ขับเคลื่อน 5 เสาหลัก เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม

วันนี้ (30 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมและแสดงปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งจัดขึ้นในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อนำเสนอทิศทางและสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชน กว่า 2,000 คน เข้าร่วมระดมความเห็นเพื่อหาคำตอบว่า “อะไรที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยน เพื่อให้เรายังไปต่อและไปได้ไกลกว่าเดิม”

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่าเพื่อนำเสนอสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2570 รวมถึงจัดให้เป็นเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วน ให้เห็นความสำคัญของการร่วมมือร่วมใจ รวมพลังในการขับเคลื่อนแผนฯ 14 สู่การปฏิบัติได้อย่างเต็มกำลัง ให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่ออนาคตของประเทศไทยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเปิดการประชุมและแสดงปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำว่าโลกในวันข้างหน้าจะไม่เหมือนเดิมและกติกาโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การยืนอยู่ที่เดิมอาจหมายถึงการถอยหลัง ประเทศไทยจึงไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เป็นเข็มทิศเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส ผ่านการขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญอย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม ควบคู่กับการปลดล็อกการลงทุนและดึงดูดอุตสาหกรรมอนาคต (2) การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐให้รวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับธรรมาภิบาลสู่มาตรฐานสากล (OECD) (3) การยกระดับทุนมนุษย์เพื่อรับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ทั้งการสนับสนุนการมีบุตรและการพัฒนาทักษะคนทุกช่วงวัย (4) การเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นทุนของการพัฒนา พร้อมยกระดับการจัดการน้ำและรับมือภัยพิบัติ และ (5) การลงทุนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคการผลิตและบริการจริง พร้อมเน้นย้ำว่า “แผน 14 ต้องเป็นมากกว่าเอกสารราชการ แต่ต้องเป็นวาระร่วมของประเทศไทย ที่วัดความสำเร็จจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะประเทศไทย จะไปได้ไกลกว่าเดิม ก็ต่อเมื่อเราทุกคนก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน”

ต่อจากนั้น นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอในหัวข้อ “แผน 14: เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” โดยสะท้อนภาพผลการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้หลายด้านมีความก้าวหน้าแต่ผลลัพธ์ยังห่างไกลจากค่าเป้าหมายสำคัญ ทั้ง ด้านเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นแต่ยังห่างไกลจากการเป็นประเทศรายได้สูง เนื่องจากเศรษฐกิจและผลิตภาพการผลิตขยายตัวต่ำ ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันหลายองค์ประกอบยังลดลง ด้านการพัฒนาคนและความเหลื่อมล้ำ ที่แม้ช่องว่างรายจ่ายจะแคบลง แต่การพัฒนาศักยภาพคนโดยเฉพาะด้านการศึกษา สุขภาพ และการมีส่วนร่วมยังมีจำกัด ด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ที่การลดก๊าซเรือนกระจกยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงติดอันดับโลก และ ด้านประสิทธิภาพภาครัฐ ที่ยังห่างจากเป้าหมายและเป็นข้อจำกัดต่อการขับเคลื่อนประเทศ

นายดนุชากล่าวว่า จากการถอดบทเรียนแผนฯ 13 และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั่วประเทศ สศช. ได้วางกรอบทิศทางร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยมีเป้าหมายปลายทางเพื่อให้ “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ผ่านหลักคิดนำทาง “ซ่อม-เสริม-เลิก-สร้าง” คือ ซ่อมรากฐานที่ยังอ่อนแอ เสริมศักยภาพที่ไทยมี เลิกข้อจำกัดที่ฉุดรั้ง และสร้างความสามารถใหม่สำหรับอนาคต เพื่อมุ่งสู่ 4 เป้าหมายหลัก และเร่งขับเคลื่อนผ่าน 13 ประเด็นปฏิรูปหลักที่เป็นคานงัดสำคัญ ตลอดจนการขยับทั้งระบบไปพร้อมกันภายใต้กรอบ 5 เสาหลักการพัฒนา (T-R-U-S-T) ได้แก่
•
T – Transform เศรษฐกิจ : พลิกโฉมโครงสร้างการผลิตและบริการเป้าหมาย สู่ฐานผลิตภาพ สร้างงานที่ดี และเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจการคลัง
•
R – Reform ภาครัฐ : ปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐให้เล็กลง ทันสมัย การยกเลิกกฎหมาย ที่ล้าสมัย และขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
•
U – Upgrade ทุนมนุษย์ : ส่งเสริมการมีบุตร ปฏิรูปการศึกษา อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย พร้อมยกระดับทักษะแรงงานและระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน
•
S – Sustain ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม : บริหารทรัพยากรเพื่อสร้างมูลค่า บูรณาการระบบน้ำและเตือนภัยด้วยดิจิทัล จัดการมลพิษเชิงรุก และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
•
T – Transfer เทคโนโลยีและนวัตกรรม : พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีในสาขายุทธศาสตร์ เสริมกำลังคนทักษะสูง และปรับกลไกงบวิจัยให้ตอบโจทย์ประเทศ

หลังจากนั้น เป็นการเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” โดยได้รับเกียรติจากรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 5 ท่าน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองใน 5 มิติสำคัญ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “Thailand’s Next Chapter” ซึ่งรวบรวมต้นแบบความสำเร็จและนวัตกรรมจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติเดินเยี่ยมชมนิทรรศการดังกล่าวด้วย

สำหรับในช่วงบ่าย เป็นการเปิดเวทีระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อยจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันออกแบบแผนฯ 14 ทั้ง 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้งนี้ สศช. จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ได้จากการประชุมไปประมวลและสังเคราะห์ เพื่อนำมาปรับปรุงและจัดทำ ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในรายละเอียดให้มีความสมบูรณ์ ชัดเจน มีตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง ตลอดจนเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณและโครงการสำคัญ (Flagship Projects) เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนนำเสนอตามขั้นตอนเพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2570 ต่อไป

สศช. คาดหวังว่าการประชุมประจำปี 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนทุกความกังวล ให้เป็นความเชื่อมั่น เปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นความเป็นไปได้ และร่วมกันลงมือเปลี่ยนประเทศไทย ให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างมั่นคงและยั่งยืน “Thailand’s Next Agenda”

30 กันยายน 2569

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ