Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์จัดพิธีทำบุญครบรอบ 90 ปี วันถึงแก่อนิจกรรม มหาอำมาตย์เอก พระยาสุริยานุวัตร นักเศรษฐศาสตร์ท่านแรกของไทย

วันนี้ (27 กันยายน 2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ มหาอำมาตย์เอก พระยาสุริยานุวัตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี วันถึงแก่อนิจกรรม ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (ศาลา 3 ข้างเกาะเต่า) ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของท่าน โดยได้ร่วมกันวางพวงมาลัยสักการะอัฐิ พร้อมประกอบพิธีทางศาสนา ถวายภัตตาหารเช้า และถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ทั้งนี้ สศช. ได้จัดพิธีทำบุญให้แก่ท่านเป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อประเทศชาติ ตลอดจนความผูกพันอันลึกซึ้งกับ สศช. เนื่องจาก “บ้านสุริยานุวัตร” ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยที่ท่านได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้กลายมาเป็นอาคารที่ทำงานถาวรหลังแรกของ สศช. และในปัจจุบันได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์สุริยานุวัตรเพื่อการพัฒนาประเทศ

มหาอำมาตย์เอก พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ท่านแรกผู้สร้างคุณูปการต่อชาติไทย เจ้าของผลงานหนังสือ “ทรัพย์ศาสตร์” ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทยที่สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำและเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า จนได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 เล่มหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มเสนอแนวคิดการจัดตั้งธนาคารชาติเพื่อช่วยเหลือราษฎรและชาวนา ตลอดชีวิตรับราชการ ท่านได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย เริ่มจากมหาดเล็กวิเศษ ผู้ช่วยข้าหลวงตะวันตก และผู้ช่วยข้าหลวงมณฑลพายัพ ก่อนโอนย้ายสู่สายงานการทูตในตำแหน่งผู้ช่วยทูตประจำประเทศอังกฤษ ตรีทูตและอุปทูตประจำเยอรมนีและฝรั่งเศส จนก้าวขึ้นเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และรัสเซีย โดยมีผลงานเด่นคือการเรียบเรียงตำราการทูตภาษาไทยเล่มแรก การริเริ่มใช้โค้ดโทรเลขทางการทูต และการเจรจาให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากจันทบุรี จนได้รับพระราชทาน “หีบทอง” ส่วนพระองค์จากรัชกาลที่ 5 ในฐานะเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก

เมื่อกลับมาปฏิบัติราชการในประเทศ ท่านได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ มีผลงานพัฒนาการรถไฟ การไปรษณีย์โทรเลข และร่วมริเริ่มสร้างพระบรมรูปทรงม้า จากนั้นได้เป็นสามัญชนคนแรกที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติและได้ลงนามในธนบัตร โดยมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูประบบการเงินการคลัง อาทิ การเปลี่ยนระบบเงินตราเป็นมาตราทองคำ การใช้เหรียญสตางค์แทนอัฐ และการดึงกิจการฝิ่นจากนายอากรมาให้รัฐบาลดำเนินการเอง นอกจากนี้ ท่านยังได้รับพระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์เอก (ที่ปรึกษาราชการฝ่ายพลเรือนระดับสูงสุด) ดำรงตำแหน่งองคมนตรีในสมัยรัชกาลที่ 7 ตลอดจนเป็นรัฐมนตรีที่ปรึกษาอาวุโสของรัฐบาลและช่วยราชการกระทรวงการต่างประเทศ จนได้รับฉายาว่า “รัฐบุรุษผู้เฒ่า” และปฏิบัติหน้าที่เพื่อบ้านเมืองจวบจนถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบภายในบ้านสุริยานุวัตร เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2479 สิริอายุ 74 ปี

ข่าว : เมฐติญา วงษ์ภักดี
ภาพ : เมฐติญา วงษ์ภักดี/ ปราณี ขวัญเกิด