เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดการประชุมหารือเพื่อติดตามความคืบหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย โดยมีนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการ สศช. นางสาลินี ผลประไพ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะ 3 หน่วยงานประสานหลักการเข้าเป็นสมาชิก OECD เข้าร่วมให้ข้อมูลความคืบหน้า และยังมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐกว่า 43 หน่วยงานเข้าร่วม ณ สศช. และผ่านระบบการประชุมออนไลน์
การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าของหน่วยงานผู้รับผิดชอบในคณะกรรมการ OECD จำนวน 25 คณะ และคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการ จำนวน 27 คณะ รวมทั้งสิ้น 52 คณะ ในขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 6 ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย โดยปัจจุบันหน่วยงานอยู่ระหว่างการตอบแบบสอบถาม และให้ข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับสำนักเลขาธิการ OECD ที่เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อรวบรวมและนำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการ OECD อันจะนำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมาย แนวนโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยให้เทียบเท่ากับมาตรฐานของ OECD ต่อไป
ในโอกาสนี้ เลขาธิการ สศช. ได้เน้นย้ำความสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและสามารถตอบแบบสอบถามของ OECD ได้อย่างตรงประเด็น รวมทั้งการให้สัมภาษณ์เชิงลึกและการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการหรือคณะทำงาน OECD ควรพิจารณาเสนอให้ผู้บริหารหน่วยงานที่สามารถแสดงบทบาทเชิงรุกในการให้ความเห็นต่อที่ประชุมเข้าร่วม เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และบทบาทที่เข้มแข็งของไทยในเวที OECD พร้อมเน้นย้ำให้สื่อสารกับสำนักเลขาธิการ OECD เป็นประจำ เพื่อให้การดำเนินงานของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น
นางสาลินี ผลประไพ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า OECD มีระบบพี่เลี้ยง (Buddy System) ที่จะให้ประเทศสมาชิก OECD ที่แสดงความสนใจเป็นพี่เลี้ยงให้กับไทยในการประชุมคณะกรรมการหรือคณะทำงานนั้น ๆ คอยแนะนำ ช่วยเหลือ และพาผู้แทนไทยทำความรู้จักกับประเทศอื่น ๆ ในห้วงการประชุม ซึ่งจะช่วยให้ไทยรู้จักและคุ้นเคยกับระบบการทำงานของ OECD มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีประเทศสมาชิก OECD อาทิ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร แคนาดา และโปแลนด์ แสดงความสนใจที่จะให้การสนับสนุนไทยในการเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) ภายในประเทศ โดยหน่วยงานไทยสามารถเสนอประเด็นที่ต้องการได้รับการสนับสนุนมายังกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เพื่อประสานไปยัง OECD และประเทศสมาชิกต่อไป
นายณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงการเร่งรัดกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเฉพาะคณะกรรมการหรือคณะทำงาน OECD ที่ไทยจำเป็นต้องปรับแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน โดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบควรพิจารณาหารือกับสำนักเลขาธิการ OECD ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสื่อสารความคืบหน้าระหว่างกันเป็นประจำ พร้อมแนะนำให้หน่วยงานแปลร่างกฎหมายหรือกฎระเบียบที่แก้ไขใหม่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อส่งให้ OECD ให้ความเห็น ซึ่งความเห็นดังกล่าว หน่วยงานอาจพิจารณาปรับแก้ตามหรือยืนยันที่จะไม่ปรับแก้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ความเหมาะสม และประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยการหารือกับ OECD ตลอดกระบวนการ จะช่วยให้ OECD รับทราบความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องและไม่มีข้อขัดข้อง ก่อนที่จะเสนอร่างกฎหมายหรือกฎระเบียบเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
ในช่วงท้ายของการประชุม ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้แทนหน่วยงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการตอบแบบสอบถามและการให้สัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อให้หน่วยงานที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการเข้าใจขั้นตอน กระบวนการ และวิธีการดำเนินงานของคณะกรรมการหรือคณะทำงาน OECD แต่ละคณะที่อาจมีขั้นตอนเหมือนหรือแตกต่างกันออกไป พร้อมทั้งยังรับฟังข้อห่วงกังวลจากหน่วยงาน ทั้งด้านงบประมาณที่จำกัดที่อาจกระทบต่อการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และระยะเวลาในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571ซึ่งมีความท้าทายและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
เลขาธิการ สศช. จึงได้เน้นย้ำประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ 5 ประเด็น เพื่อเร่งรัดกระบวนการและทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ตามกำหนดกรอบเวลา ได้แก่ (1) การแก้ไขกฎหมายไทย 3 ฉบับ เพื่อให้สามารถเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention) ซึ่งไทยจะต้องเข้าเป็นภาคีก่อนเริ่มกระบวนการประเมินทางเทคนิค (2) การตั้งศูนย์ประสานงานแห่งชาติด้านความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจ (National Contact Point For Responsible Business Conduct) ซึ่งเป็นข้อกำหนดของ OECD ที่ไทยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการเข้าเป็นสมาชิก (3) การพิจารณาจัดทำแผนปฏิบัติการรายหน่วยงาน (Action Plan) เพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ (4) การจัดการประชุมหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อรับฟังความเห็น และ (5) การบริหารจัดการด้านงบประมาณให้เหมาะสมกับภารกิจที่จะเกิดขึ้นตลอดกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย