เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวปิยะนิตย์ โอนพรัตน์วิบูล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา และเจ้าหน้าที่กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เข้าพบผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัย เพื่อนำเสนอสาระสำคัญของเสาหลักการพัฒนาด้านการปฏิรูปภาครัฐในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) รวมถึงรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้นำเสนอเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และการดำเนินภารกิจต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ทั้งด้านการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการสังคม และการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมที่เน้นการตอบสนองกับสภาพปัญหาและความต้องการของพื้นที่ โดยเน้นการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และมุ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตบุคลากรตามความต้องการของตลาดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นคู่คิดคู่พัฒนากับท้องถิ่นและชุมชนด้วย
นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยตามแนวทางการปฏิรูปภาครัฐในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 นั้น โดยในช่วงที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำหนดแนวทางดำเนินการที่สอดคล้องกับแนวทางของร่างแผนพัฒนาฯ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรด้วยการใช้เทคโนโลยี ข้อมูล เครื่องมือ รวมทั้งสร้างพื้นที่และกระบวนการการเรียนรู้ร่วมกันกับท้องถิ่นและเครือข่ายต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตบัณฑิต ลดความสูญเปล่าในกระบวนการจัดการศึกษา อีกทั้ง ขณะนี้มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบข้อมูลด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้เป็นระบบ One Data ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านการวิจัยกับระบบ NARIIS ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วย มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการบริหารบุคลากร ทั้งการสรรหา การพัฒนาศักยภาพ การประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งการสร้างระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล โดยมีการปรับปรุงระเบียบและกระบวนการต่างๆ ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน นอกเหนือจากกฏเกณฑ์พื้นฐานตามระเบียบของส่วนกลางของ อว.
จากนั้น เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการฯ พร้อมทั้งผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่กองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนา สศช. ได้เข้าพบรองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) รวมถึงคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อหารือในเรื่องเดียวกัน โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานนำเสนอว่า มทร. อีสาน มุ่งทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการเชื่อมโยงกลไกในการขับเคลื่อนส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศและพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยมีค่านิยมหลัก (Core Value) คือ RUIs (Resilience Unity Innovation Social Responsibility) และกำหนดวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเนื่องจากอธิการบดีเป็นประธานของที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จึงเน้นการกำหนดทิศทางการพัฒนาของแต่ละ มทร. ทั้ง 9 แห่ง ให้สอดคล้องและเสริมกัน โดยพิจารณาตามศักยภาพหรือจุดเด่นของแต่ละแห่ง ที่สำคัญคือ มทร.อีสานมุ่งพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาคและของอาเซียน ควบคู่กับการส่งเสริมให้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกินดีอยู่ดี และสร้างอาชีพในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งนี้ ปัจจุบัน มทร.อีสาน มีวิทยาเขตรวม 4 แห่ง ในจังหวัดนคราชสีมา ขอนแก่น สุรินทร์ และสกลนคร
มทร.อีสาน มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานต่าง ๆ ตามทิศทางการพัฒนาประเทศ มาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 โดยเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาการวิจัยเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมระบบรางและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหารและความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมสีเขียว เป็นต้น โดยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ผลิตกำลังคนด้านระบบรางป้อนให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ และเครือข่ายต่างประเทศ เช่น ประเทศจีนในการพัฒนานักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้ที่ผ่านมาบัณฑิตที่จบการศึกษาจาก มทร. อีสาน มีงานทำตรงสายที่จบการศึกษามาไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 และยังได้สอบผ่านมาตรฐานที่สำคัญสำหรับการประกอบอาชีพในสายงาน แม้ว่าหลายมหาวิทยาลัยจะมีจำนวนนักศึกษาลดลง เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย แต่ มทร.อีสานกลับ มีจำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้น จากประมาณ 24,000 คนในปี 2568 เป็นประมาณ 30,000 คนในปี 2569 ส่วนหนึ่งเนื่องจากค่าลงทะเบียนเรียนไม่สูง และมีสาขาวิชาที่ตรงกับตลาดแรงงานและสอดคล้องกับบริบทการพัฒนาในปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่ารายได้จากค่าลงทะเบียนของนักศึกษาจะน้อย แต่มหาวิทยาลัยใช้หลักการบริหารงบประมาณและทรัพยากรที่ยึดหลักการแบ่งปัน (Sharing) และรวมศูนย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูล เพื่อลดความซ้ำซ้อน คุ้มค่า และโปร่งใส เช่น การรวมศูนย์ข้อมูลและระบบการตรวจสอบภายในไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้สามารถแบ่งปันข้อมูลและมีระบบการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานได้ทุกวิทยาเขต
การเข้าพบกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ ของกองขับเคลื่อนและประเมินผลการพัฒนาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในแผนฯ 14 ซึ่งจะนำไปประกอบการจัดทำรายละเอียดในการขับเคลื่อนแนวทางพัฒนาตามเสาหลักด้านการปฏิรูปภาครัฐของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต่อไป