เมื่อวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ โดยนางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ และนายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินของรัฐ และองค์การมหาชน เข้าร่วมมากกว่า 180 คน จากกว่า 120 หน่วยงาน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับความท้าทายในอนาคต
โดยนางภาวิณา อัศวมณีกุล รองเลขาธิการฯ ได้กล่าวเปิดการประชุมพร้อมนำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศภายใต้แนวคิด “TRUST” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด วิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภูมิอากาศ และการแข่งขันทางเทคโนโลยี โดยเปลี่ยนจากการเติบโตแบบเดิมมาเป็นการสร้างความมั่นคงที่ยืดหยุ่น การกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง และการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและผลักดันให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันในฐานะเจ้าของแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากนั้นมีการเปิดเวทีระดมความคิดเห็น โดยมีนายปุณณลักขิ์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และนางสาวจุฑารัตน์ ยกถาวร นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนาของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้แก่
เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง โดยเพิ่มผลิตภาพในภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีขั้นสูง และบริการทางการแพทย์มูลค่าสูง รวมทั้งระบบนิเวศที่เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับ SMEs และลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ: ให้ความสำคัญกับการยกระดับสู่บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อเลิกขอสำเนาเอกสารซ้ำซ้อน ควบคู่กับการปรับกฎหมายที่ล้าสมัยและนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดขั้นตอนและลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการปฏิรูประบบงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
เสาหลักที่ 3: การยกระดับทุนมนุษย์ มุ่งปรับแนวคิดการจัดการศึกษาไปสู่รูปแบบที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการดึงศักยภาพของประชากรกลุ่มต่าง ๆ สร้างแรงจูงใจในการเพิ่มจำนวนประชากร อาทิ ส่งเสริมการมีบุตรคนที่ 2 ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายในการศึกษา การลดภาษีเงินได้ และสวัสดิการสังคม รวมทั้งการผลักดันให้แรงงานอิสระเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ทุนมนุษย์เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง
เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน: ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสะอาดมาใช้เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรับปรุงกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ในการจูงใจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างสมดุล
เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม: การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวที่สอดคล้องกับภาคการผลิตเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างประเทศควบคู่กับการวิจัยภายในประเทศ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในงานวิจัยที่ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ (Demand-Driven) และปรับปรุงกลไกจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองและสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในประเทศ
ทั้งนี้ สภาพัฒน์จะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปประมวลผลเพื่อปรับปรุงร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ และพร้อมเปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าและร่วมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ 14thplan.nesdc.go.th
ข่าว : กองงบลงทุนรัฐวิสาหกิจภาพ : เมฐติญา วงษ์ภักดี