เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เสาหลักการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ ในประเด็น “การส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ” ณ ห้องประชุม 521 สศช. โดยมี นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม และ รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการยกระดับทุนมนุษย์ ร่วมเป็นประธานการประชุม โดยมีผู้บริหารจาก 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ นางสาววารุณี ลังกาพินธ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน นายเมธี พัฒนากันต์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
นางสาววรวรรณฯ ได้นำเสนอภาพรวมของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 และสาระสำคัญภายใต้เสาหลักการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ พร้อมทั้งสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ ทั้งในส่วนของสถานการณ์การเกิดที่อยู่ในระดับวิกฤต จากความกังวลด้านรายได้ คุณภาพชีวิต ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูง การขาดแคลนศูนย์ดูแลเด็กที่มีคุณภาพ การมีแรงงานกลุ่มที่ยังไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ ทั้งกลุ่ม NEETs และกลุ่ม active aging (ผู้สูงอายุ 60 – 69 ปี) โดยกลุ่ม NEETs ยังมีช่องว่างเรื่องหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ นายจ้างขาดแรงจูงใจในการสนับสนุนการจ้างงาน ฯลฯ การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง 59 ปีขึ้นไป โดยมีช่องว่างที่ระบบพัฒนาทักษะและจับคู่งาน มาตรการภาษีที่ไม่จูงใจในการจ้างงานผู้สูงอายุ เป็นต้น อีกทั้ง ยังพบความขาดแคลนในกลุ่มแรงงานทักษะสูง ที่ผลิตคนในประเทศได้เพียง 5.8 หมื่นคนต่อปี และมีแรงงานต่างชาติทักษะสูงในระบบ 2.1 แสนคน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการมากกว่า 1 ล้านคน โดยสาเหตุสำคัญมาจากระบบวีซ่าที่ยังไม่เอื้ออำนวย อัตราภาษีเงินได้ยังไม่จูงใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และการขาดข้อมูลอุปสงค์อุปทานแรงงานต่างชาติทักษะสูง นอกจากนี้ ในส่วนของการสร้างระบบบริหารจัดการเมือง สู่คุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัย ยังพบการพัฒนากระจุกตัวในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ EEC และท้องถิ่นยังไม่ได้รับการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่ และข้อจำกัดด้านศักยภาพในบางมิติ อาทิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
นางสาววรวรรณฯ เน้นย้ำว่า การประชุมในวันนี้จะเป็นการระดมความเห็นเพื่อพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็น“คานงัดที่ส่งผลกระทบสูง” พร้อมกับการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนในระยะ 5 ปี โดยผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ แนวทาง และตัวชี้วัด ในเรื่องการส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ ดังนี้
การรักษาการเกิดไม่ให้ลดลง ควรมุ่งเน้น “กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการและพร้อมมีบุตรแต่ยังมีความกังวล” โดยจัดทำชุดสิทธิประโยชน์และมาตรการทางภาษีที่จูงใจมากพอ เช่น สิทธิลดหย่อนแบบขั้นบันไดตามจำนวนบุตร การพัฒนาสวัสดิการเงินอุดหนุนในทุกช่วงรอยต่อของช่วงวัย ที่ยึดโยงกับสุขภาพ โภชนาการ และการพัฒนาทักษะการขยายวันลาแบบได้รับค่าจ้างโดยมีรัฐร่วมอุดหนุน รวมทั้งขยายบริการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย (สพด.) ที่มีคุณภาพและเข้าถึงง่าย ใกล้สถานที่ทำงาน โดยภาครัฐ อปท. และเอกชน ร่วมลงทุน อีกทั้ง ควรพัฒนาคุณาภาพ สพด. ผ่านการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร สพด. รุ่นใหม่ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน/ตายายในการดูแลเด็ก และลงทุนกับการพัฒนาคุณภาพของครูและผู้ดูแลเด็ก รวมถึงปรับระบบการประเมินคุณภาพ สพด. ที่ไม่ใช้เพียงการประเมินตนเองตามความสมัครใจ อีกทั้ง ในการตั้งรับจำนวนการเกิดที่ลดลง อาจต้องจัดทำ Contingency Plan ที่จะสามารถเพิ่มประชากรได้อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ เงินอุดหนุนด้านเทคโนโลยีเจริญพันธุ์เพื่อการฝากไข่ตั้งแต่อายุน้อย การรับบริจาคสเปิร์ม ตัวชี้วัด: อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) ที่ 1.0
การดึงกลุ่ม Under-Utilized เข้าตลาดแรงงาน ได้แก่ 1) การส่งเสริมศักยภาพเยาวชนกลุ่ม NEETs โดยส่งเสริมการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น (flexible learning) และสนับสนุนให้ อปท. ภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วม การพัฒนา big data ระดับประเทศ ที่เชื่อมข้อมูลทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา แรงงาน ครอบครัว และสุขภาพ เพื่อการออกมาตรการส่งต่อในแต่ละช่วงที่ตรงจุด และขับเคลื่อนการดำเนินงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ผ่านเครือข่ายชุมชนและอาสาสมัคร และ 2) การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ โดยวิเคราะห์และจัดทำฐานข้อมูลตำแหน่งงานสำหรับผู้สูงอายุ พร้อมระบบจับคู่งาน พัฒนาแนวทางส่งเสริมการคงอยู่ในตลาดงานที่ชัดเจน ทั้งในส่วนของกลุ่มที่ทำงานในระบบและอาชีพเดิม กลุ่ม second job และ กลุ่มผู้สูงอายุที่ผันตัวเป็นผู้ประกอบการ (olderpreneur) และปรับปรุงมาตรการจูงใจทางการเงินเพื่อดึงดูดให้สถานประกอบการให้จ้างงานงานผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น ตัวชี้วัด: อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้สูงอายุ 60 – 69 ปีเพิ่มขึ้น และสัดส่วนเยาวชนกลุ่ม NEETs ลดลง
ระบบบริหารจัดการแรงงานต่างชาติทักษะสูง เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนและลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยพัฒนาฐานข้อมูลความต้องการแรงงานทักษะสูง การกำหนดสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนและเกิดการนำแรงงานต่างชาติทักษะสูงเข้ามาในช่วงแรก พร้อมมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับบุคลากรชาวไทย รวมถึงให้แรงงานต่างชาติทักษะสูงเป็นผู้ฝึกในศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน นอกจากนี้ ควรเพิ่มมาตรการดึงดูดนักศึกษาต่างชาติทักษะสูงที่เข้ามาเรียนในสาขาที่ขาดแคลน โดยปรับวีซ่าให้สามารถทำงานในประเทศไทยได้นานขึ้น ตัวชี้วัด: การจ้างงานในสาขา STEM+ ที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศในกลุ่มแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น หรือ ร้อยละการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงที่ลดลง
การสร้างระบบบริหารจัดการเมืองสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัย โดยปรับการออกแบบเมืองที่สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลง อาทิ เมืองที่รองรับจำนวนประชากรที่จะลดลง การพัฒนาเมืองซับน้ำเพื่อตั้งรับกับ climate change รวมถึงปรับเมืองสู่แนวคิดเมืองกระชับ (compact city) เพื่อลดการขยายตัวของเมืองในแนวราบ ควบคู่กับการส่งเสริมการออกแบบอาคารและที่อยู่อาศัยตามหลัก Universal Design การสร้างโอกาสในการทำงานในพื้นที่ เพื่อลดการกระจุกตัวของคนในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะงานที่ใช้ความคิดหรือเทคโนโลยี ซึ่งไม่จำกัดว่าต้องทำในพื้นที่เศรษฐกิจหลัก รวมถึงพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ผ่านการวิเคราะห์ตลาดงานและกำลังคน (talent landscape) รายภูมิภาค นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการกระจายอำนาจด้านการคลังสู่ อปท. โดยให้สามารถจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ อาทิ ภาษีสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยว พร้อมพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงาน ตัวชี้วัด: ใช้ตัวชี้วัดด้านเมืองอัจฉริยะจากหมุดหมายที่ 8 ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เป็นฐาน (baseline) โดยเพิ่มมิติด้านการจ้างงานในเมืองเป้าหมาย
การประชุมหารือกลุ่มย่อยในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการร่วมออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เป็นคานงัดภายใต้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ภายใต้เสาหลักการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ ในประเด็น “การส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนา “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงเปิดรับข้อคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอแนวคิดและมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตประเทศไทย
ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล