Accessibility

Accessibility Options

สภาพัฒน์ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ : กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 80 คน โดยได้รับเกียรติจากนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ในฐานะกรรมการมูลนิธิพัฒนาไท นางสุวรรณี คำมั่น อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์และกรรมการมูลนิธิพัฒนาไท นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ อดีตรองเลขาธิการสภาพัฒน์และวุฒิอาสาธนาคารสมอง และผู้แทนจากกหลายภาคส่วนมาร่วมออกแบบอนาคตของประเทศ อาทิ หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลกลุ่มเปราะบางโดยตรง เครือข่ายวุฒิอาสาธนาคารสมอง หน่วยงานภาควิชาการที่เชี่ยวชาญด้านสังคมสูงวัย ตลอดจนเครือข่ายภาคเอกชนและภาคประชาสังคม

ในช่วงแรก นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม พร้อมนำเสนอสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคตอันใกล้ แผนฉบับนี้จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซ่อม-เสริม-สร้าง” ผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนจุดเปราะบางให้เป็นโอกาส และผลักดันให้ทุกภาคส่วนก้าวไปพร้อมกันในฐานะเจ้าของแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

จากนั้น ได้เปิดเวทีระดมความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

ภาพรวมของแผน ควรพิจารณาปรับฐานคิดของการจัดทำแผน ให้มุ่งปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างซึ่งจะมีขอบเขตกว้างกว่าการเน้นเพียงเรื่องการเพิ่มผลิตภาพ อีกทั้ง ควรเพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่น ๆ และให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ มากกว่าแนวทางที่มุ่งใช้กลไกรัฐเป็นหลักในการดำเนินการ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ไปสู่ศักยภาพสูงสุด โดยมิได้จำกัดการเป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบการขับเคลื่อนแผนให้เกิดการปฏิบัติได้จริงและนำไปสู่ผลการพัฒนาที่ตั้งไว้

เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ ควรมุ่งเน้นการพัฒนาสวัสดิการคุ้มครองทางสังคมของกลุ่มแรงงานนอกระบบโดยไม่จำเป็นต้องดึงแรงงานเข้าสู่ระบบเท่านั้น ควบคู่ไปกับการลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของแรงงานกลุ่มดังกล่าว อาทิ การปรับหลักเกณฑ์การเสียภาษีของแรงงานนอกระบบ นอกจากนี้ควรส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และบทบาทของวิสาหกิจเพื่อสังคม ในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ การพัฒนาปัจจัยที่เอื้อต่อธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมของธุรกิจรายย่อย

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ จาก “ผู้ให้บริการ” เป็น “ผู้สนับสนุน (Enabler)” ควรมุ่งเน้นการพัฒนากลไกบูรณาการยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณ เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลทุกระดับ เพื่อความคล่องตัวและลดการทำงานแบบแยกส่วน ขณะเดียวกันต้องสร้างบุคลากรภาครัฐคุณภาพผ่านตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (OKRs) รวมทั้งรูปแบบการทำงานใหม่ของภาครัฐให้สามารถสนับสนุนและช่วยประชาชนแก้ไขปัญหาหรือเงื่อนไขที่บีบบังคับ (Pain point) ได้อย่างครบวงจร

เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ควรเน้นการเกิดที่มีคุณภาพ การปลดล็อกศักยภาพประชากรให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกจากระบบก่อนวัยอันควร อาทิ ผู้หญิงที่ดูแลครอบครัว ผู้เกษียณก่อนกำหนด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการมีงานทำที่มีคุณค่าในกลุ่มคนพิการ ในส่วนของการดึงดูดแรงงานต่างชาติทักษะสูง ควรมีมาตรการสำหรับกลุ่ม digital nomad และพัฒนาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านให้เป็น caregiver นอกจากนั้น ควรพัฒนาระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์และศักยภาพของคนในแต่ละพื้นที่ ยกระดับศูนย์ฝึกอบรมที่เชื่อมกับผลลัพธ์การได้รับค่าแรงที่สูงขึ้น ในเรื่องสวัสดิการ ควรเพิ่มเติมกลไกชุมชน/ภาคประชาสังคมให้เป็นข้อต่อสำคัญในการเก็บข้อมูลและประสานงาน เร่งส่งเสริมให้มีมาตรการรองรับกลุ่มผู้ที่อยู่ลำพัง ด้านสุขภาพ ควรเพิ่มการสร้างกลไกทางการเงินเพื่อจูงใจให้คนดูแลสุขภาพก่อนที่จะป่วย และการนำความรู้ในการดูแลตัวเอง (independent care) สู่ภาคประชาชน

เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควรเสริมศักยภาพ อปท. ทั้งด้านงบประมาณและองค์ความรู้ เพื่อให้เป็นหน่วยตอบโต้ภัยพิบัติด่านหน้าในพื้นที่ สามารถส่งต่อความช่วยเหลือด้านสาธารณภัยถึงประชาชนได้ทันท่วงที และสร้างมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดมลพิษ รวมทั้งเชื่อมโยงข้อตกลงระดับสากลสู่ท้องถิ่น ผ่านการทบทวนตัวชี้วัดและข้อตกลง COP เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำในระดับพื้นที่ต่อไป

เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงและสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 12 โดยควรส่งเสริมตั้งแต่การบ่มเพาะ จนถึงการกระจายเทคโนโลยี โดยเฉพาะ “เทคโนโลยีพร้อมใช้” (Appropriate Technology) ที่เข้าถึงง่าย ตลอดจนควรขยายความครอบคลุมไปถึงการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ควรปฏิรูปกฎระเบียบและกลไกการให้ทุนสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงงบประมาณวิจัยได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งยกระดับมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (NQI) ที่มุ่งเน้นการอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้งานได้จริง

การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการระดมสมองเพื่อยกระดับคุณภาพของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เท่านั้น แต่ยังเป็นการให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนจากประสบการณ์อันทรงคุณค่าของเครือข่ายผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้มั่นใจว่าทิศทางการพัฒนาประเทศต่อจากนี้ ที่มุ่งสร้าง “เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน” จะครอบคลุมคนไทยทุกกลุ่มที่รวมถึงผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ สภาพัฒน์ยังคงมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของแผนฯ ฉบับนี้ โดยเปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th เพื่อให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนสามารถร่วมเสนอไอเดียและออกแบบอนาคตประเทศไทยไปด้วยกันได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

ข่าว : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคม (กมส.) กองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม (กขส.) และกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม (กสท.)
ภาพ : จักรพงศ์ สวภาพมงคล