Accessibility

Accessibility Options

การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ในระดับพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ระหว่างวันที่ 5-6 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ โรงแรม แซนด์ ดูนส์ เจ้าหลาวบีช รีสอร์ท และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางสาวรัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 (ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด นครนายก และสระแก้ว) ณ โรงแรม แซนด์ ดูนส์ เจ้าหลาวบีช รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี มีผู้เข้าร่วมจำนวน 180 คน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม โดยที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นต่อสาระสำคัญของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ในภาพรวม อาทิ ควรสร้างความพร้อมและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ มากกว่าการตั้งเป้ามุ่งสู่อนาคตเพียงอย่างเดียว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการปรับบทบาทภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเอื้อต่อการพัฒนาในระยะยาว และควรกำหนดหน่วยงานที่กำกับดูแลในแต่ละแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อ 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

  • เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ การส่งเสริมการผลิตภาคเกษตรให้มีคุณภาพและมาตรฐานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและแรงงานให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจดิจิทัล การพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว
  • เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ การปรับปรุงบทบาทและการทำงานของภาครัฐให้มีความทันสมัย โปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการปฏิรูประเบียบ กฎหมายและหลักนิติธรรมตามหลักธรรมาภิบาลให้เอื้อต่อการพัฒนา ผลักดันการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และรวมศูนย์ระบบฐานข้อมูล เพื่อให้การดำเนินงานและการตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชนและเครือข่ายภาคประชาสังคมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
  • เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ การพัฒนาทักษะทั้งด้าน Hard Skills และ Soft Skills และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ทุกช่วงวัยครอบคลุมกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต การยกระดับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการและการดูแลสุขภาวะ ตลอดจนส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
  • เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการพัฒนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีตั้งแต่เด็กให้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม อาทิ การดำเนินนโยบายควรมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศเกิดประสิทธิภาพและตอบโจทย์การพัฒนาในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในวันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม 2569 นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สศช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี เข้าร่วมจำนวน 160 คน โดยกลุ่มเยาวชนได้แสดงความคิดเห็นสำคัญที่สะท้อนปัญหาและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันใน 5 เสาหลักการพัฒนา ดังนี้

  • เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูง การว่างงาน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาหนี้สินครัวเรือน จึงเสนอให้ยกระดับโอกาสการจ้างงาน การควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าให้เหมาะสม
  • เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ อาทิ ปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption) รัฐบาลไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ความล่าช้าในการให้บริการและการช่วยเหลือประชาชน ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม จึงเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และควรมุ่งสร้างระบบที่ยุติธรรม โปร่งใส และเชื่อถือได้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว
  • เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ อาทิ ปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา การขาดบุคลากรทางการแพทย์ การจ้างแรงงานต่างด้าวสูงเนื่องจากค่าแรงถูก ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ จึงเสนอให้ยกระดับระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ และการพัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและสวัสดิการที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม
  • เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ ปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น และ PM2.5 ปัญหาขยะพลาสติกและขยะในทะเล ทรัพยากรถูกใช้เกินขีดความสามารถ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการทำประมงเกินขนาด รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อากาศร้อนจัด ปะการังฟอกขาว จึงเสนอให้ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งการลดมลพิษ ควบคุมแหล่งกำเนิดขยะ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  • เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม อาทิ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และ AI ที่รวดเร็ว ส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาชีพในอนาคต ความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากการทำธุรกรรมออนไลน์ และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัล จึงเสนอให้ยกระดับทักษะดิจิทัลอย่างเป็นระบบและทั่วถึง และสร้างระบบกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นโอกาส ไม่ใช่ปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม

ข่าว/ภาพ : สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง (สพก.)