Accessibility

Accessibility Options

สศช. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผน 14 กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

          สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ดำเนินการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จ และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ในระดับพื้นที่ครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และนางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นางวรรณา เจริญปัญญาศักดิ์ ประธานหอการค้ายะลา ว่าที่ร้อยตรี พงศธร รัตนประพันธ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปัตตานี และนายสุบันดริโอ มะเก๊ะ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนราธิวาส เข้าร่วม ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประมาณ 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

          ในการนี้ รองเลขาธิการฯ ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ สาระสำคัญ และแนวทางการพัฒนาในร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งมุ่งให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงขึ้น อย่างทั่วถึง และยั่งยืน ผ่านการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการซ่อมและเสริมรากฐานที่เปราะบาง ควบคู่กับการสร้างความพร้อมและโอกาสใหม่สำหรับอนาคต โดยยึดหลักคิดนำทาง 4 ประการ ได้แก่ ทุกการดำเนินงานต้องเพิ่มผลิตภาพ ต้องสร้างโอกาสอย่างทั่วถึง ต้องยกระดับความสามารถใน
การปรับตัว และต้องสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งถ่ายทอดผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

          นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อสาระสำคัญร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ให้มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

          เสาหลักที่ 1 การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเกษตรให้สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากต้นน้ำสู่สินค้ามูลค่าสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างองค์ความรู้และข้อมูลจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันและภาวะสินค้าล้นตลาด นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด ลดการแทรกแซงจากทุนขนาดใหญ่ และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลเศรษฐกิจ การเข้าถึงแหล่งทุน และระบบจดทะเบียนที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

          เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพบุคลากรภาครัฐผ่านการพัฒนาทักษะและการปรับบทบาทหน้าที่ให้สอดคล้องกับภารกิจ โดยเน้นการกระจายบุคลากรที่มีศักยภาพสู่ระดับภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการกระจายอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบการทำงานภาครัฐให้เป็นดิจิทัลเพื่อลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้เข้าใจง่ายและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เสริมสร้างความโปร่งใส และยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริต

           เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพผ่านการสนับสนุนด้านการเงิน ความรู้ สวัสดิการ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการมีบุตร รวมถึงส่งเสริมการมีบทบาทของผู้นำและองค์กรทางศาสนาในการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม นอกจากนี้ เห็นควรพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมของพื้นที่และเน้นทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งส่งเสริมระบบสวัสดิการที่คำนึงถึงความแตกต่างของบริบทพื้นที่และฐานะของประชาชน โดยเฉพาะการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้เข้าถึงสวัสดิการและความคุ้มครองทางสังคมได้อย่างทั่วถึง

          เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลเพื่อเป็นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการทรัพยากร การจัดการขยะ และการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ควรเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านระบบเตือนภัย การวางผังเมืองและทางเดินน้ำที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามเกิดภัยพิบัติ พร้อมทั้งมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำโดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบพลังงานทางเลือก อาทิ โซลาร์เซลล์และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดการใช้พลังงาน

          เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนากลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ เห็นควรให้มีการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มากขึ้น

          ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในระดับพื้นที่ จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 14thplan.nesdc.go.th โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมในครั้งนี้จะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ข่าว/ภาพ : กองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ