ข่าวสาร/กิจกรรม
สภาพัฒน์จัดระดมความคิดกรอบแผนฯ 13 กลุ่มเยาวชน
วันที่ 9 เม.ย. 2564 (จำนวนผู้เข้าชม  1099)
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดระดมความคิดเห็น "กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570)” ระดับภูมิภาคทั่วประเทศ และกลุ่มเฉพาะ รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อนำความเห็นไปใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2565) โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เป็นเสมือนก้าวที่ 2 ของการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

วันนี้ (9 เมษายน 2564)  นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมระดมความเห็นต่อ "กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570)” กลุ่มเยาวชน ณ ห้องประชุม 531 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานฯ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย จัดกระบวนการระดมความเห็นกลุ่มเยาวชน โดยมีผู้แทนเยาวชนจากสถาบันการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้ มีผู้แทนเยาวชนกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ อาทิ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กลุ่มเยาวชนที่มีความโดดเด่นด้านวิชาการและนวัตกรรม อาทิ กลุ่มโอลิมปิกวิชาการ เครือข่ายเด็กและเยาวชนนักเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานที่มีเป้าหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมในมิติต่าง ๆ อาทิ เครือข่ายเยาวชนบางกอกนี้ดีจัง กลุ่มยุวชนประชาธิปไตย และมีเครือข่ายเยาวชนจาก Unicef Thailand / UNFPA Thailand ซึ่งเป็นผู้แทนเยาวชนกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งสิ้นมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 50 คน 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า เยาวชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ เป็นวัยที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลง มองเห็นปัญหาและพร้อมที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขพัฒนาอีกทั้ง เยาวชนยังเป็นกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทั้งในปัจจุบันและอนาคต จึงเป็นโอกาสอันดีที่เยาวชนจะได้ร่วมกันออกแบบอนาคตของตนเองและประเทศชาติ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ที่ประเทศต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และการดำเนินวิถีชีวิตของประชาชน จนเกิดวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะร่วมกันกำหนดทิศทางและแนวทางการพัฒนาสำคัญของประเทศผ่านกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่จะส่งผลต่ออนาคตของเยาวชน อีกทั้ง เวทีการระดมความคิดเห็นในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) ที่ตื่นตัว และเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาประเทศมากขึ้น 

นางสาววรวรรณ พลิคามิน ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน  นำเสนอ "ร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13” ในรูปแบบของการถาม-ตอบ และเปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนซักถาม เพื่อให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมและมีความกระตือรือร้นในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศร่วมกัน โดยเริ่มต้นด้วยคำถาม "ทำไมประเทศไทยต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เพื่อกระตุ้นให้น้อง ๆ เยาวชนทราบถึงความสำคัญของแผนพัฒนา และร่วมกันคิดในประเด็นสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงระดับโลก (Global Megatrends) และผลกระทบจากโควิด-19 ที่เป็นความท้าทายและเงื่อนไขสำคัญในการพลิกโฉมประเทศไทย สู่ "เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน” และมีการนำเสนอวีดิทัศน์ของร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่เป็นรายละเอียดขององค์ประกอบและหมุดหมาย นอกจากนี้ กระบวนการระดมความเห็นในช่วงเช้า สศช. ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ยังได้จัดกิจกรรม Check-In และ Ice breaker "Post – COVID-19” เพื่อให้เยาวชนผู้เข้าร่วมประชุมได้ทำความรู้จักกันและสะท้อนผลกระทบ/ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองและชุมชนในช่วงการเกิดโควิด-19 แลกเปลี่ยนทัศนะ เสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเป็นการรวมพลังเชิงสร้างสรรค์ รวมทั้งช่วยชี้ประเด็นให้เห็นถึงหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ต่อจากนั้น ในภาคบ่ายเป็นการระดมความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ในรูปแบบ สนทนาสภากาแฟคนรุ่นใหม่ – World Café ผ่านการตั้งคำถามร่วมกัน 3 คำถาม ได้แก่ (1) การเปลี่ยนผ่านประเทศใน 4 ด้านหลัก เกี่ยวข้องกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ประชาชนทั่วไปและชุมชนหรือไม่ เกี่ยวข้องอย่างไร (2) ประเด็นการพัฒนาที่กำหนดไว้จะช่วยเปลี่ยนประเทศให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะอะไร และ (3) ควรเพิ่มเติมประเด็นการพัฒนาหรือไม่ โดยมีการแบ่งกลุ่มระดมความเห็นออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ (1) ปรับทิศทางเศรษฐกิจเดิมและส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ (2) สังคมเปิดกว้างและเท่าเทียม (3) ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (4) คนไทยและภาครัฐไทยในอนาคต 

เยาวชนผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาฯ ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเป้าหมายเพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่ "เศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมเดินหน้าอย่างยั่งยืน” และได้ให้ข้อเสนอที่ช่วยเติมเต็มให้กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สรุปได้ดังนี้ 

1) เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรเร่งพัฒนาปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ (1) โครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติ โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่จะนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (2) กระจายความเจริญจากเมืองสู่ชนบท เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และ (3) กลไกและมาตรการสนับสนุน อาทิ การปรับแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการลงทุน/พัฒนา มาตรการทางภาษีที่จูงใจผู้ประกอบการ 
2) สังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค ควรคำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศและคนทุกกลุ่มในการพัฒนาทุกหมุดหมาย โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อลดการผูกขาดและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่าง SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อยกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ สร้างสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การกระจายการถือครองทรัพย์สิน และความคุ้มครองแรงงานนอกระบบ รวมทั้งมีการเยียวยาประชาชนทุกกลุ่มจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม การจัดหาบริการสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือผู้พิการ ตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาในฐานะผู้รับผลของนโยบายมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจกำหนดนโยบาย เพื่อให้ได้นโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพปัญหาของประชาชนแต่ละกลุ่มอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เยาวชนผู้เข้าร่วมประชุมยังมีความเห็นว่าควรให้แยกการกำหนดหมุดหมายระหว่างเรื่องความยากจนข้ามรุ่น และความคุ้มครองทางสังคมออกจากกัน เนื่องจากเป็นประเด็นที่สำคัญและครอบคลุมการดำเนินงานที่หลากหลาย
3) วิถีชีวิตที่ยั่งยืน ควรสร้างความตระหนักและส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารแบบพืชเป็นหลัก (Plant-based awareness ) เพื่อลดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมที่มาจากการทำการปศุสัตว์ ส่งเสริมระบบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง และควรให้ความสำคัญกับกลุ่มคนเปราะบาง เนื่องจากจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต คนยิ่งจนยิ่งมีผลกระทบในเชิงคุณภาพชีวิตสูง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการทูตด้านภูมิอากาศ (Climate diplomacy) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสากล
4) ปัจจัยสนับสนุนการพลิกโฉมประเทศ ควรมุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาคให้แก่คนทุกกลุ่ม และสร้างให้เห็นคุณค่าในการเรียนของทุกสายอาชีพอย่างเท่าเทียม รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการศึกษาของผู้เรียนอย่างแท้จริง สำหรับในด้านการพัฒนาภาครัฐที่มีสมรรถนะสูง ควรส่งเสริมการกระจายอำนาจเพื่อการมีส่วนร่วมในการวางแผน จัดทำนโยบาย และจัดสรรงบประมาณสู่ท้องถิ่น (Bottom up) เพื่อสะท้อนความต้องการของภาคประชาชนมากขึ้น และควรเร่งสร้างการรับรู้ถึงการดำเนินงานของภาครัฐสู่สาธารณะอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการดำเนินการของภาครัฐได้

โดยช่วงท้ายมีผู้แทนเยาวชนนำเสนอผลการระดมความเห็น รวมทั้งมีการสะท้อนความเห็นเพิ่มเติมจากนางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคุณเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยเน้นย้ำให้เยาวชนเห็นถึงความสำคัญของบทบาทคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ซึ่งความคิดเห็นของน้องๆ เยาวชนทุกคนจะถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดกรอบและทิศทางการพัฒนา รวมทั้งต่อยอดขยายผลแนวทางการพัฒนาที่สำคัญด้านอื่น ๆ ไปในวงกว้าง และเวทีการประชุมในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และสร้างอนาคตของประเทศที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันได้

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
9 เมษายน 2564

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 962 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
โทรศัพท์ : 02-2804085 (40 คู่สาย) แฟกซ์ : 0-2281-3938 E-mail : pr@nesdc.go.th , webmaster@nesdc.go.th
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์